ALTV All Around
ALTV News
บทความอื่นจาก Thai PBS
ALTV All Around
ALTV News
บทความ Thai PBS
หนี-ซ่อน-สู้ : ไม่ใช่ตัวจบ ซ้อมแผนเผชิญเหตุกราดยิง
แชร์
ฟัง
ชอบ
หนี-ซ่อน-สู้ : ไม่ใช่ตัวจบ ซ้อมแผนเผชิญเหตุกราดยิง
09 ส.ค. 69 • 13.19 น. | 234 Views
ขนาดอักษร : กลาง
ALTV CI

 

 

บทนำ

เอกสารนี้จัดทำขึ้นในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังเผชิญความสูญเสียจากเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก การเกิดเหตุซ้ำเป็นสัญญาณเตือนภัยระดับชาติที่สะท้อนว่า มาตรการเชิงรับที่เคยใช้ หลังเหตุรุนแรงต่อเด็กปฐมวัยที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อุทัยสวรรค์ จังหวัดหนองบัวลำภู เมื่อปี 2565 (ซึ่งเป็นเหตุที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของโลก) ยังขาดความต่อเนื่องและการจัดการเชิงระบบ เอกสารฉบับนี้ จะเน้นการทบทวน งานศึกษาวิจัยขั้นตอนในการเตรียมความพร้อมและซ้อมแผนเผชิญเหตุ ที่ใช้ในระดับสากล โดยวิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อนบนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ และเสนอแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทสังคมไทย 

 

1.กรอบความปลอดภัยรอบด้านในสถานศึกษา (UNESCO/GADRRRES Comprehensive School Safety Framework-CSSF 2022–2030)

CSSF ฉบับปรับปรุง 2022–2030 วางอยู่บน ฐานราก+ เสาหลัก 3 ด้าน ที่เชื่อมโยงกัน ครอบคลุมภัยทุกประเภท (all-hazards) ตั้งแต่ภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โรคระบาด ไปจนถึงความรุนแรง และความขัดแย้ง:

>ฐานราก – ระบบและนโยบายที่เอื้อให้เกิดความปลอดภัย (Enabling Systems and Policies): กลไกระดับชาติ/เขตพื้นที่ที่คุ้มครองความปลอดภัย สุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาคมโรงเรียนทั้งหมด

เสาหลัก 1 – โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกทางการศึกษาที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น (Safer Learning Facilities)

เสาหลัก 2 – การบริหารจัดการความปลอดภัยของสถานศึกษา และความต่อเนื่องทางการศึกษา (School Safety and Educational Continuity Management): การประเมินความเสี่ยง การเตรียมพร้อมรับมือ และแผนเผชิญเหตุ

เสาหลัก 3 – การศึกษาเพื่อลดความเสี่ยงและการรับรู้ปรับตัวต่อภัยพิบัติ (Risk Reduction and Resilience Education): พัฒนาความรู้-ทักษะของผู้เรียนและผู้บริหารสถานศึกษาให้มีส่วนร่วมในการลดความเสี่ยงและฟื้นคืนสภาพจิตใจ

CSSF กำหนดเหตุรุนแรง การกราดยิงไว้ในหมวด “ความขัดแย้งและความรุนแรง” (conflict & violence) ร่วมกับ “อันตรายและภัยคุกคามในชีวิตประจำวัน” (everyday dangers) ไม่ใช่ประเด็นแยกโดดเดี่ยว ซึ่งหมายความว่า การจัดการศึกษาเรียนรู้เพื่อลดความเสี่ยงภัยกราดยิง ไม่ควรออกแบบแยกขาด จากระบบการจัดการภัยพิบัติ โดยรวมของสถานศึกษา  แต่ควรใช้โครงสร้าง แผนเผชิญเหตุและภาษาสื่อสารร่วมกับภัยประเภทอื่น (เช่น เดียวกับหน่วยการเรียนรู้ 

ฝุ่น PM2.5 ที่เคยพัฒนาไว้) เพื่อไม่ให้เด็กรู้สึกว่า ถูกแยกเตรียมพร้อม “เฉพาะเรื่องความรุนแรง” ซึ่งอาจเพิ่มความวิตกกังวลและหวาดกลัวโดยไม่จำเป็น

 

หมายเหตุ : แผนภาพแสดงประเทศที่เข้าร่วมลงนามรับรองกรอบ CSSF โดยประเทศไทย เข้าร่วมตั้งแต่ปี 2013 และได้ลงนามยืนยันความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องล่าสุดในปี 2024

2.Protocol การซ้อมแผนเผชิญเหตุกราดยิงที่ใช้ในระดับสากล

มี 3 แนวทางหลักที่ใช้แพร่หลายในระบบการศึกษาต่างประเทศ (โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งมีงานศึกษาวิจัยมากที่สุด):

จุดแข็ง

  • SRP ได้รับการยอมรับกว้างขวางว่า เป็นแนวทางที่คำนึงถึงผลกระทบต่อจิตใจ (trauma-informed)มากที่สุด เพราะใช้ชุดภาษาเดียวกันกับการซ้อมแผนเผชิญเหตุภัยพิบัติทุกประเภท ลดความจำเพาะเจาะจงกับ สถานการณ์กราดยิงโดยตรง มีสื่อการสอนแยกตามช่วงวัย รวมถึง ระดับอนุบาล-ป.2 ที่ออกแบบด้วยแนวคิด “ไม่มีดราม่า ไม่มีบาดแผลทางใจ” (no drama, no trauma)
  • งานวิจัยเปรียบเทียบพบว่า ครูที่ได้รับการฝึก ALICE รายงานความรู้สึก “มีอำนาจควบคุมสถานการณ์” มากกว่า ครูที่ฝึกแบบ Run-Hide-Fight ซึ่งรายงาน พบว่า มีความวิตกกังวลมากกว่า
  • การศึกษาระยะยาวในโรงเรียนรัฐนิวยอร์ก (Schildkraut และคณะ) พบว่า การฝึกซ้อมต่อเนื่องช่วยสร้าง “ความจำของกล้ามเนื้อ” (muscle memory) ที่คงอยู่ได้หลายปี และมีการศึกษาบางชิ้นพบว่า ความกลัวและการประเมินความเสี่ยงของนักเรียนลดลงหลังซ้อมแผน 2 ครั้ง

จุดอ่อน

  • หลักฐานเชิงประจักษ์ยังจำกัดและผลลัพธ์ไม่สอดคล้องกัน: รายงานของ National Academies of Sciences, Engineering, and Medicine (สหรัฐฯ) ถูกสภาคองเกรสสั่งให้ศึกษาโดยเฉพาะ สรุปว่า หลักฐานเกี่ยวกับผลกระทบด้านสุขภาพจิต ยัง “จำกัดและมีความขัดแย้งกันเอง” งานวิจัยบางชิ้นพบว่า การซ้อมลดความกลัว แต่บางชิ้นพบว่า การรับรู้ความเสี่ยงของการตกเป็นเหยื่อ เพิ่มขึ้นหลังซ้อมเพียงครั้งเดียว
  • ผลกระทบทางจิตใจที่มีการบันทึกไว้ชัดเจน: การศึกษาของ Everytown Research ร่วมกับ Georgia Institute of Technology ที่วิเคราะห์ข้อความบนโซเชียลมีเดียกว่า 54 ล้านข้อความ พบว่า หลังการซ้อมกราดยิง มีสัญญาณความวิตกกังวล ความเครียดเพิ่มขึ้นราว 42% และภาวะซึมเศร้าเพิ่มขึ้นราว 39% ในกลุ่มนักเรียน ครู และผู้ปกครอง
  • องค์ประกอบ “Counter/Fight” (การฝึกให้นักเรียน สร้างสิ่งรบกวนความสนใจผู้ก่อเหตุ) เป็นประเด็น ถกเถียงมากที่สุด นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยในโรงเรียน หลายฝ่าย เห็นว่า องค์ประกอบนี้ ไม่เหมาะสมกับบริบทเด็กเล็กระดับ Pre-K ถึงประถมศึกษา เพราะสมมติฐาน เรื่อง ศักยภาพในการตัดสินใจ และร่างกายของเด็กไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
  • ความสมจริงของการซ้อมที่มากเกินไป: มีรายงานกรณีการซ้อมที่ใช้อุปกรณ์ประกอบฉากสมจริง (ควัน เสียงปืนจำลอง ผู้แสดงบทบาทผู้ก่อเหตุ) ซึ่งนักเรียนและครูบางส่วนรายงานว่า รู้สึกเหมือนสถานการณ์จริง ทำให้เกิดผลกระทบทางจิตใจ โดยไม่จำเป็น
  • ปัจจัยกลาง: งานวิจัยล่าสุด (Dailey และคณะ, 2026) ชี้ว่า ความผูกพันระหว่างครอบครัวกับโรงเรียน (family-school connectedness) เป็นตัวทำนายที่แรงที่สุดว่าผู้ปกครองจะมองการซ้อมแผนในเชิงบวกหรือลบ ขณะที่การเปิดรับสื่อข่าวเหตุกราดยิงเป็นตัวทำนายอิสระของมุมมองเชิงลบ สะท้อนว่า การสื่อสารกับผู้ปกครองล่วงหน้า มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าตัว protocol เอง

 

2.1 ขั้นตอนแต่ละ Protocol และความเหมาะสมตามช่วงชั้น

(1) Run–Hide–Fight (หนี-ซ่อน-สู้)

ขั้นตอน:

Run-หนีออกจากพื้นที่อันตรายทันทีหากทำได้อย่างปลอดภัย

Hide-หากหนีไม่ได้ ให้ซ่อนตัวในที่มิดชิด ล็อกประตู ปิดเสียง ปิดไฟ 

Fight -ใช้เป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อเผชิญหน้าโดยตรงเท่านั้น โดยเน้นสร้างสิ่งกีดขวาง หรือ สร้างความวุ่นวายเพื่อหาโอกาสหนี

ข้อสังเกตสำคัญ: มีกรณีศึกษาในสหรัฐฯ ที่โรงเรียนนำ “Lockdown with Options” (Run-Hide-Fight เต็มรูปแบบ) ไปใช้กับเด็กอนุบาล-ป.5 จนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากผู้ปกครองและนักวิชาการว่าไม่เหมาะสมกับพัฒนาการเด็ก ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงที่ protocol นี้ถูกนำไปใช้ผิดช่วงวัยได้ง่าย หากไม่มีการกำกับดูแลที่ชัดเจน

 

(2) ALICE (Alert–Lockdown–Inform–Counter–Evacuate)

ขั้นตอน: ทั้ง 5 องค์ประกอบไม่เรียงลำดับตายตัว ปรับใช้ตามสถานการณ์จริง 

Alert (แจ้งเตือนตรงไปตรงมา)

Lockdown (ล็อก-เสริมความมั่นคงของห้อง)

Inform (สื่อสารตำแหน่งผู้ก่อเหตุแบบเรียลไทม์)

Counter (สร้างสิ่งรบกวนความสนใจ ไม่ใช่การเข้าปะทะโดยตรง)

Evacuate (อพยพเมื่อปลอดภัย)

ข้อสังเกตสำคัญ: ผู้พัฒนา ALICE เน้นย้ำว่า โปรแกรมถูกออกแบบแบบ “age- and ability-appropriate” ตามระดับชั้น แต่ ALICE เป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ของบริษัท Navigate360 มีค่าใช้จ่ายด้านการลงทะเบียน และอบรมครู ซึ่งเป็นข้อจำกัดเชิงงบประมาณ สำหรับการนำไปใช้ระดับประเทศ

 

(3) Standard Response Protocol (SRP) Hold–Secure–Lockdown–Evacuate–Shelter

ขั้นตอน: ใช้คำสั่งชุดเดียวกันกับภัยพิบัติทุกประเภท ไม่เฉพาะกราดยิง

Hold-อยู่ในห้องหรือพื้นที่ที่ไม่ใช่ทางเดิน

Secure-เข้าไปในห้อง ในอาคาร ล็อกประตูภายนอก 

Lockdown-ล็อกประตู ปิดไฟ หลบสายตา อยู่นิ่งเงียบ 

Evacuate-ย้ายไปยังจุดปลอดภัยที่กำหนด

Shelter-ป้องกันตนเองตามลักษณะภัยเฉพาะหน้า (เช่น หมอบสำหรับแผ่นดินไหว) — 

ข้อสังเกตสำคัญ: SRP เป็นเพียง protocol เดียวใน 3 แบบที่ ไม่มีองค์ประกอบเชิงรุกหรือการต่อสู้ในทุกช่วงชั้น จนถึงมัธยมศึกษาตอนปลายหรือาชีวะ นี่เป็นความแตกต่างเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดของprotocol ทั้งหมด และเป็นเหตุผลหลักที่งานวิจัยจัดให้ SRP เป็นแนวทางที่คำนึงถึงผลกระทบด้านจิตใจ(trauma-informed) มากที่สุด

2.2 วิเคราะห์เปรียบเทียบสำหรับบริบทสังคมไทย

ข้อสรุปเชิงนโยบาย: ไม่มี protocol ใดใน 3 แบบ ที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับความจำเป็น ขององค์ประกอบเชิงรุกหรือการต่อสู้ สำหรับ เด็กก่อนวัยมัธยมศึกษาตอนปลาย สำหรับไทย คือ การกำหนดเกณฑ์อายุและช่วงชั้นเป็นนโยบายลายลักษณ์อักษรระดับชาติ ไม่ปล่อยให้เป็นดุลยพินิจของแต่ละโรงเรียน เพราะบทเรียนจากต่างประเทศ ระบุว่า หากไม่มีการกำกับที่ชัดเจน โรงเรียน มีแนวโน้มนำองค์ประกอบที่ออกแบบมา สำหรับ ผู้ใหญ่ไปใช้กับเด็ก โดยไม่ตั้งใจ

3. ข้อควรระวังสำหรับระดับเด็กปฐมวัย

งานศึกษาวิจัยส่วนใหญ่ ศึกษาในกลุ่มประถม-มัธยม มีงานศึกษาเกี่ยวกับเด็กปฐมวัยโดยตรงค่อนข้างน้อย แต่หลักการที่สรุปได้จากแนวปฏิบัติที่ดี (เช่น SRP รุ่น PreK-2) มีดังนี้:

  • ใช้ คำสั่งแบบกิจวัตรประจำวัน ที่ไม่ต้องอธิบายเหตุผลของภัยคุกคาม (เช่น “หมอบ-เงียบ-ซ่อน” คล้ายเกม) แทนการอธิบายสถานการณ์ผู้ก่อเหตุตรง ๆ
  • หลีกเลี่ยงอุปกรณ์ประกอบฉากที่สมจริง (เสียงดัง ผู้แสดงบทบาทเป็นผู้ร้าย) โดยเด็ดขาด
  • ครูประจำชั้นเป็นผู้นำกิจกรรมเอง ไม่ใช้เจ้าหน้าที่ภายนอกที่เด็กไม่คุ้นเคย
  • แจ้งผู้ปกครองล่วงหน้าเสมอ ไม่ใช้การซ้อมแบบไม่แจ้งเตือน (no-notice drills) กับกลุ่มปฐมวัย
  • เชื่อมโยงกับทักษะที่มีอยู่แล้วในหลักสูตรสมรรถนะ เช่น การฟังคำสั่ง การควบคุมตนเอง (self-regulation) และการทำงานร่วมกับผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ แทนการสร้าง'หน่วยการเรียนรู้' ใหม่ ที่แยกขาดจากพัฒนาการตามวัย

4.บทเรียนจากประเทศไทย: จากหนองบัวลำภู (2565) ถึงเทพศิรินทร์ นนทบุรี (2569)

ประเด็นสำคัญที่สุดจากบทเรียนของไทยเอง คือ ความไม่ต่อเนื่องของนโยบายหลังเหตุการณ์สงบลง กรณีเหตุการณ์หนองบัวลำภูปี 2565 มีการประกาศมาตรการยกระดับความปลอดภัยจากผู้ว่าราชการหลายจังหวัด และคำมั่นสัญญาระดับชาติ แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงยังแสดงความกังวล ในวาระครบรอบ 1 ปี ว่า คำมั่นสัญญาเรื่อง การควบคุมอาวุธปืน และความปลอดภัย อาจไม่ได้รับการสานต่ออย่างยั่งยืน การเกิดเหตุการณ์ซ้ำในสถานศึกษาครั้งนี้ สะท้อนว่า มาตรการเชิงรับหลังเหตุการณ์ (reactive) ที่ไม่ถูกทำให้เป็นระบบและมีแนวโน้มถดถอยลงตามเวลา กระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบาย “โรงเรียนปลอดภัย (Safe School)” อยู่แล้วซึ่งครอบคลุมการประเมินความเสี่ยง การดูแลสุขภาพจิต และแผนเผชิญเหตุ โครงสร้างนี้สอดคล้องกับเสาหลักของ CSSF พอดี จุดที่ต้องเสริมคือ กลไกการตรวจสอบ ติดตาม และบังคับใช้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การออกนโยบายใหม่ซ้ำซ้อน

บทเรียนจากไทม์ไลน์เหตุการณ์จริง (โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี)

การวิเคราะห์ไทม์ไลน์เหตุการณ์ที่มีการรายงาน (ตั้งแต่เริ่มต้น จนถึง จุดยุติเหตุการณ์) ให้บทเรียนเชิงระบบที่สำคัญ 5 ประการ สำหรับ การออกแบบหลักสูตรและการซ้อมแผนเผชิญเหตุของโรงเรียนไทย โดยเอกสารนี้วิเคราะห์เฉพาะ บทเรียนเชิงระบบสำหรับฝ่ายป้องกัน ไม่นำเสนอรายละเอียดเชิงยุทธวิธีของเหตุการณ์ เนื่องจาก ไม่มีคุณค่าต่อ การออกแบบหลักสูตรและมีความเสี่ยงในการเผยแพร่โดยไม่จำเป็น

1.ช่วงเวลาก่อนเจ้าหน้าที่มาถึง คือ หน้าต่างวิกฤตที่สุด จากรายงานเหตุการณ์ ผู้ก่อเหตุปฏิบัติการอยู่นานกว่า 15–20 นาทีก่อนเหตุการณ์ยุติ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เวลาราว 10 นาทีเดินทางถึงที่เกิดเหตุ ความหมายเชิงนโยบาย คือ โรงเรียนต้องออกแบบระบบให้ครูและนักเรียน “รอดได้ด้วยตนเอง” ในช่วง 15–20 นาทีแรกเป็นอย่างน้อย โดยไม่พึ่งพาความช่วยเหลือจากภายนอก ตัวชี้วัดความสำเร็จของการซ้อมแผน จึงไม่ควรวัดที่ “ทำครบทุกขั้นตอนหรือไม่” แต่ควรวัดที่ ความเร็วในการล็อกพื้นที่ปลอดภัย นับจากวินาทีที่ได้ยินเสียงปืน หรือ สัญญาณเตือน

2.เหตุการณ์ลุกลามข้ามชั้น ข้ามอาคารเร็วกว่าการสื่อสารแบบต่อ ๆ กัน สะท้อนว่า ระบบแจ้งเตือน ที่พึ่งพาครูหรือนักเรียนแต่ละชั้นโทรศัพท์ หรือส่งข้อความบอกต่อกัน ช้าเกินไป จำเป็นต้องมี สัญญาณแจ้งเตือนทั่วทั้งสถานศึกษาในจุดเดียว (whole-campus simultaneous alert) ซึ่งตรงกับหลักการ “Alert/Inform” ของ ALICE และเป็นจุดที่ SRP ของไทย ควรเสริมให้ชัดเจนกว่าที่เป็นอยู่

3.จุดที่มีผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ขณะเคลื่อนที่อยู่ในทางเดิน หรือพื้นที่เปิด ไม่ใช่ในห้องที่ล็อกสำเร็จแล้ว  นี่คือ บทเรียนที่สำคัญที่สุดในเชิงตรรกะการออกแบบหลักสูตรและการซ้อมแผนเผชิญเหตุ: ตรรกะของการซ้อมไฟไหม้ (ได้ยินสัญญาณ = วิ่งออกจากอาคารไปยังจุดรวมพล) กับ ตรรกะของการเผชิญเหตุกราดยิง (ได้ยินสัญญาณ = เข้าห้องที่ใกล้ที่สุดทันทีและล็อก ห้ามเคลื่อนที่ข้ามพื้นที่เปิด) เป็นตรรกะที่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง เนื่องจากโรงเรียนไทยส่วนใหญ่ ฝึกซ้อมไฟไหม้ จนเกิดเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติ (automatic response) หากไม่มีการฝึกแยก ให้ชัดเจนว่า สัญญาณแต่ละแบบต้องใช้ปฏิกิริยาคนละทิศทาง มีความเสี่ยงสูงที่เด็กและครูจะทำตามสัญชาตญาณเดิม (วิ่งออกไปยังพื้นที่เปิด) ในสถานการณ์ที่ต้องการปฏิกิริยาตรงข้าม (หลบเข้าที่กำบัง)  ดังนั้น ข้อเสนอในการปฏิบัติ คือ ต้องใช้ สัญญาณเสียงและคำสั่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างภัยสองประเภทนี้ และฝึกแยกกันเป็นประจำ ไม่รวมไว้ในการซ้อมเดียวกัน

4.ช่องโหว่ของระบบตรวจจับทางเข้า ระบบสแกนใบหน้าที่ทางเข้าโรงเรียนตรวจสอบอัตลักษณ์บุคคลได้ แต่ไม่สามารถตรวจจับอาวุธ ที่นำเข้ามาได้ ประเด็นนี้อยู่นอกขอบเขตของหลักสูตร แต่เป็นข้อเสนอคู่ขนานที่ต้องผลักดัน ไปพร้อมกันภายใต้ เสาหลักที่ 1 ของ CSSF (อาคารสถานที่เรียนที่ปลอดภัย) เช่น การสุ่มตรวจกระเป๋า/เครื่องตรวจโลหะ ซึ่งเป็นมาตรการเชิงกายภาพที่หลักสูตร เพียงอย่างเดียวไม่สามารถทดแทนได้

5.ระยะเวลารวมของเหตุการณ์สั้นกว่าที่ระบบส่วนใหญ่เตรียมรับมือไว้มาก (ต่ำกว่า 20 นาทีตั้งแต่ต้นจนจบ) ความหมายเชิงหลักสูตรคือ การฝึกซ้อมต้องให้น้ำหนักสูงสุด กับ ปฏิกิริยา 60 วินาทีแรกหลังได้ยินสัญญาณ ไม่ใช่การวางแผนรับมือสถานการณ์ระยะยาว เพราะในความเป็นจริงเหตุการณ์มักจบเร็วกว่าที่คนทั่วไปคาดไว้ การซ้อมที่ดี จึงควรฝึกย้ำเฉพาะปฏิกิริยาทันทีทันใด (immediate reflexive response) มากกว่า ขั้นตอนที่ซับซ้อนหลายลำดับ

5.สรุปข้อเสนอ

1.ให้ ยึดหลักการกรอบความปลอดภัยรอบด้านในสถานศึกษา (CSSF) ตามหลักสากล ที่เน้น "การสร้างสมรรถนะการเอาตัวรอดผ่านการเรียนรู้แบบบูรณาการ โดยไม่แยกการซ้อมแผนเผชิญเหตุกราดยิงเป็นเอกเทศ แต่ให้ผนวกเข้ากับ 'แผนเผชิญเหตุ' ภัยต่างๆ ที่คุกคามในสถานศึกษา (ใช้ชุดเภาษากลางเดียวกับภัยอื่น เช่นเดียวกับที่พัฒนาไว้ใน หน่วยการเรียนรู้ PM2.5)

2.ไม่ได้มีแค่แนวทาง หนี-ซ่อน-สู้ (Run-Hide-Fight) เท่านั้น ให้เลือกใช้แนวทางที่เหมาะสมกับช่วงวัย และคำนึงถึงผลกระทบด้านจิตใจ  สำหรับ สำหรับระดับปฐมวัย-ประถมศึกษา ให้ใช้แนวทาง Standard Response Protocol (SRP) มากกว่า การหนี-ซ่อน-สู้ และALICE ระดับมัธยมศึกษาขึ้นไปอาจพิจารณาองค์ประกอบเพิ่มเติมตามความเหมาะสมของวัย

3.บังคับให้ ทุกการซ้อมแผนแจ้งล่วงหน้าแก่ผู้ปกครองและมีทีมสุขภาพจิตติดตามหลังซ้อมตามข้อเสนอแนะของ NASEM โดยเชื่อมกับระบบครูแนะแนว/นักจิตวิทยาโรงเรียนที่มีอยู่

4.ห้ามใช้อุปกรณ์ประกอบฉากสมจริง (เสียงปืนจำลอง ควัน ผู้แสดงบทบาทผู้ก่อเหตุ) ในทุกระดับชั้น โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยและประถมศึกษา

5.มีกลไกกำกับติดตามระยะยาวและรอบตรวจสอบชัดเจน เพื่อแก้ปัญหาความไม่ต่อเนื่องหลังเหตุการณ์

6.ให้ ครู บุคลากรทางการศึกษา และศึกษานิเทศก์ ได้รับการอบรมเชิงปฏิบัติการ แยกจากนักเรียน โดยเฉพาะการสังเกตสัญญาณเตือน ล่วงหน้า และการดูแลสุขภาพจิต สำคัญไม่น้อยไปกว่าขั้นตอนการซ้อมแผนเผชิญเหตุ

7.แยกสัญญาณเตือนและการตอบสนอง ระหว่าง การซ้อมแผนเผชิญเหตุไฟไหม้ กับแผนกราดยิง ให้ชัดเจนและฝึกแยกกัน เนื่องจากตรรกะทั้งสองตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง (ไฟไหม้ = อพยพ,กราดยิง = เข้าที่กำบังและล็อก) การฝึกไฟไหม้ที่ทำเป็นประจำอยู่แล้วอาจสร้างปฏิกิริยาอัตโนมัติที่เป็นอันตรายหากนำมาใช้ผิดสถานการณ์ จึงต้องมีสัญญาณเสียง/คำสั่งที่แยกจากกันอย่างชัดเจนไม่ให้สับสน

8.ให้น้ำหนักการฝึกซ้อม ปฏิกิริยาตอบสนอง “60 วินาทีแรก” เป็นแกนหลัก มากกว่าขั้นตอนที่ซับซ้อนหลายลำดับ เพราะบทเรียนเหตุการณ์จริงในไทย ส่วนใหญ่ยุติภายในเวลาไม่ถึง 20 นาที และผู้ได้รับผลกระทบ มักอยู่ในช่วงเคลื่อนที่

6.มาตรการรัฐบาลไทยที่ประกาศ 8 สิงหาคม 2569 และช่องว่างที่ยังต้องเติมเต็ม

วันที่ 8 สิงหาคม 2569 รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง รวม 4 กระทรวง แถลงมาตรการร่วมกันภายหลังเหตุการณ์ แบ่งเป็นมาตรการระยะสั้น (6 ข้อ) และ แผนมาตรฐานความปลอดภัย โรงเรียนแห่งชาติ ที่จะเข้าสู่คณะรัฐมนตรีภายใน 90 วัน โดยหนึ่งในนั้นระบุ “การฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างเคร่งครัด ในหลายรูปแบบ” ตรงกับข้อเสนอหลักของเอกสารนี้

จุดที่สอดคล้องกัน

ช่องว่างเชิงเทคนิค และจุดที่บทบาทศึกษานิเทศก์ต้องเข้าไปเติมเต็ม

ประกาศของรัฐบาลระบุเพียงว่าจะ “ฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างเคร่งครัดในหลายรูปแบบ” ยังไม่ได้ลงรายละเอียด และอาจเป็นช่องว่างที่ตรงกับข้อกังวลหลักของเอกสารฉบับนี้ (ดูหมวด 2.2 ) หากไม่มีการกำหนด รายละเอียดระดับชาติ มีความเสี่ยงที่แต่ละโรงเรียนจะตีความ “หลายรูปแบบ” ต่างกันไป รวมถึง อาจนำองค์ประกอบที่ไม่เหมาะกับวัยไปใช้ โดยไม่ตั้งใจ เช่นเดียวกับกรณีตัวอย่างในต่างประเทศ:

  • ยังไม่ระบุว่าใช้โครงสร้าง protocol แบบใด (SRP / ALICE / Run-Hide-Fight) หรือเกณฑ์อายุ/ช่วงชั้นที่ชัดเจน (ข้อเสนอ 2)
  • ยังไม่มีนโยบายห้ามอุปกรณ์ประกอบฉากสมจริง (ข้อเสนอ 4)
  • ยังไม่แยกตรรกะสัญญาณไฟไหม้กับกราดยิง หรือ เน้นการฝึก “60 วินาทีแรก” (ข้อเสนอ 7–8)
  • ยังไม่ระบุข้อบังคับแจ้งผู้ปกครองล่วงหน้า และทีมสุขภาพจิตติดตามหลังซ้อม แม้จะมีมาตรการดูแลสุขภาพจิตเชิงรุกอยู่แล้ว แต่ยังไม่ผูกกับการซ้อมแผนโดยตรง (ข้อเสนอ 3)

องค์ประกอบใหม่จากประกาศที่ควรเพิ่มเข้ากรอบวิเคราะห์

รัฐบาลมีองค์ประกอบ 2 ส่วนที่เอกสารฉบับนี้ไม่ได้วิเคราะห์ไว้ แต่เป็นหลักการที่เป็นสากลและมีการใช้ในต่างประเทศ กล่าวคือ :

-Zero Tolerance ต่อการกลั่นแกล้ง + การคัดกรองกลุ่มเสี่ยงล่วงหน้า นี่คือมาตรการเชิง “ป้องกันก่อนเกิดเหตุ” (pre-incident prevention) ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดสากลเรื่อง การประเมินภัยคุกคามเชิงพฤติกรรม (behavioral threat assessment) ที่เน้นสังเกตสัญญาณเตือนล่วงหน้าและส่งต่อความช่วยเหลือ ก่อนที่จะถึงขั้นตอนการซ้อมหนีภัย (post-incident response) ควรเพิ่มเป็นมิติที่ 4 คู่ขนานกับ 3 protocol ที่ทบทวนไว้ในเอกสารนี้ ไม่ใช่แยกออกจากกัน

-ช่องทางแจ้งเหตุผ่าน Traffy Fondue เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีอยู่แล้วและรัฐบาลนำมาใช้เป็น “safe space” ให้แจ้งเรื่องที่ลำบากใจ มีศักยภาพพัฒนาต่อเป็นระบบลักษณะ “เห็นอะไรผิดปกติ ให้บอก” (see-something-say-something) ที่ใช้ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นอีกจุดที่หลักสูตรระดับมัธยมศึกษา ทำให้นักเรียนรู้จักใช้ช่องทางนี้ได้โดยตรง

 

เอกสารอ้างอิง (แหล่งข้อมูลหลัก)

กรอบการดำเนินงานความปลอดภัยรอบด้านในสถานศึกษา ปี 2022-2030 (GADRRRES/UNESCO. Comprehensive School Safety Framework 2022–2030 (ฉบับเต็ม PDF):

https://gadrrres.net/files/cssf_2022-2030_en.pdf  

https://gadrrres.net/comprehensive-school-safety-framework

งานวิจัยผลกระทบของการซ้อมแผน

National Academies of Sciences, Engineering, and Medicine (2025). School Active Shooter Drills: Mitigating Risks to Mental, Emotional, and Behavioral Health:

https://nap.nationalacademies.org/catalog/29105/school-active-shooter-drills-mitigating-risks-to-mental-emotional-and (DOI: https://doi.org/10.17226/29105)

Everytown Research & Georgia Institute of Technology. The Impact of Active Shooter Drills in Schools: https://everytownresearch.org/report/the-impact-of-active-shooter-drills-in-schools/

ElSherief, Saha, Gupta และคณะ (2021). Impacts of school shooter drills on the psychological well-being of American K-12 school communities: a social media study. Humanities and Social Sciences Communications 8, 315:

https://www.nature.com/articles/s41599-021-00993-6

Scoping review ที่อ้างถึงงานของ Dailey et al. (2026)  family-school connectedness: Reconsidering Lockdown Drills in K-12 Schools: A Scoping Review, Social Sciences journal:

https://doi.org/10.3390/socsci15070422

เอกสารแนะนำขั้นตอนปฏิบัติ

The “I Love U Guys” Foundation: https://iloveuguys.org/

SRP for K-12: https://iloveuguys.org/downloads/SRP-K12-2023-Operational-Guidance.pdf

ALICE Training / Navigate360: https://www.alicetraining.com/about-us/

age-appropriate: https://navigate360.com/alice-training-teacher-resources/

บทวิเคราะห์ความเหมาะสมตามวัย

schoolsecurity.org: https://schoolsecurity.org/trends/alice-training/

https://schoolsecurity.org/2012/11/5-alice-training-myths-students-attacking-armed-intruders/ (บางส่วนแนะนำให้ใช้ซ้อมสำหรับ นักเรียนเกรด 7–12)

Campus Safety Magazine, บทสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยโรงเรียนเรื่องข้อถกเถียง Fight/Counter: https://www.campussafetymagazine.com/news/is-run-hide-fight-right/8480/

Scary Mommy (2018) กรณีโรงเรียนนำ “Lockdown with Options” ไปใช้กับเด็กอนุบาล-ป.5: https://www.scarymommy.com/schools-teach-run-hide-fight-kids

เหตุการณ์ในไทย

The Bangkok Insight รายงานเหตุกราดยิงโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี (7 ส.ค. 2569): https://www.thebangkokinsight.com/news/politics-general/general/1683281/

The Reporters รายงานแถลงข่าวมาตรการ 4 กระทรวง (8 ส.ค. 2569):

https://www.thereporters.co/tw-politics/0807261803/

Wikipedia: 2022 Nong Bua Lamphu massacre: https://en.wikipedia.org/wiki/2022_Nong_Bua_Lamphu_massacre

Bangkok Post เรื่องผลกระทบระยะยาวต่อครอบครัวผู้สูญเสีย:

https://www.bangkokpost.com/thailand/general/2520884/the-nursery-massacre-that-rippled-through-generations

Nation Thailand ครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์ และคำกังวลเรื่องคำมั่นสัญญาไม่ยั่งยืน: https://www.nationthailand.com/thailand/general/40031653

Malay Mail เส้นเวลาความรุนแรงจากอาวุธปืนในสถานศึกษาไทย (เชื่อมสองเหตุการณ์): https://www.malaymail.com/news/world/2026/08/07/from-nursery-massacre-to-school-shootings-thailands-deadly-gun-violence-timeline/230536

หมายเหตุ : เอกสารนี้เป็นการสังเคราะห์จากการศึกษาวิจัยที่เผยแพร่สู่สาธารณะ เพื่อเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ไม่ใช่คู่มือปฏิบัติการที่สมบูรณ์ ควรใช้ร่วมกับการปรึกษาหน่วยงานความปลอดภัย นักจิตวิทยาโรงเรียน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ/ความมั่นคงในพื้นที่ก่อนนำไปปฏิบัติจริง (ตั้งโจทย์โดยคนทำงานด้านหลักสูตรภัยพิบัติศึกษา และรวบรวมโดย Claude AI,2026 , Manus AI,2026)

ผู้เขียนบทความ
avatar
กองบรรณาธิการ ALTV
ALTV CI
ข่าว ALTV
ข่าว ALTV
ALTV News
ผู้เขียนบทความ
avatar
กองบรรณาธิการ ALTV
แชร์
ฟัง
ชอบ
ติดตามเรา