ALTV All Around
ALTV News
บทความอื่นจาก Thai PBS
ALTV All Around
ALTV News
บทความ Thai PBS
ถอดรหัส 4 โมเดล ขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะจากพื้นที่จริง
แชร์
ฟัง
ชอบ
ถอดรหัส 4 โมเดล ขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะจากพื้นที่จริง
19 ส.ค. 69 • 15.02 น. | 87 Views
ขนาดอักษร : กลาง
ALTV CI

“ทำอย่างไร ให้ “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” ขับเคลื่อนได้จริง ไม่ใช่แค่บนกระดาษ?”

นี่อาจเป็นคำถามที่เกิดขึ้นในใจของหลายคน หลังกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศยืนยันเดินหน้า หลักสูตรฐานสมรรถนะ แน่นอน ในปีการศึกษา 2570 เพราะภาพ ปัญหาการศึกษาไทย ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ความเชื่อมั่นถึงความสำเร็จในเรื่องนี้ แทบจะเป็นศูนย์ หรืออาจถึงขั้นติดลบ

แต่ท่ามกลางคำถามและความไม่เชื่อมั่น ยังมีเสียงจาก 4 พื้นที่ คือ สพป.อุดรธานี เขต 1 และ สพป.กาฬสินธุ์ เขต 2 และเครือข่ายการศึกษาอีก 2 พื้นที่ คือ ขอนแก่น และพิษณุโลก บอกว่า “พวกเขาทำได้” และไม่ใช่แค่ลงมือทำ แต่เริ่มเห็นผลของการเดินหน้าตามแนวทางนี้ และยืนยันว่า พลังการทำงานจากพื้นที่ ยกระดับคุณภาพการศึกษาได้

บทความนี้ ชวนถอดรหัสการทำงาน ปักหมุกหลักสูตรฐานสมรรถนะ โดยเรียบเรียงและถอดความจาก Learning Focus ซีรีส์ “บทเรียน 4 พื้นที่ ปักหมุดหลักสูตรฐานสมรรถนะ”

 

ดูย้อนหลัง Learning Focus ซีรีส์ "บทเรียน 4 พื้นที่ ปักหมุดหลักสูตรฐานสมรรถนะ

"สพป.อุดรธานี เขต 1" ทลายความกลัวด้วยพลังทีม ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ให้ AI ช่วยครูทำงาน

เริ่มที่ สพป.อุดรธานี เขต 1 หลังประกาศเดินหน้าหลักสูตรฐานสมรรถนะ ใน 214 โรงเรียนทั้งเขต โจทย์สำคัญที่ แพวิพา ภูสงัด ผอ.สพป.อุดรธานี เขต 3 (อดีต ผอ.สพป.อุดรธานี เขต 1) ระบุว่า ต้องรีบแก้คือ เร่งหากลไกหรือระบบการทำงาน ที่ทำให้ ครูประจำการ ไม่รู้สึกว่าถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

“สิ่งที่ทาง สพป.อุดรธานี เขต 1 ทำ ก็คือ เราสร้างความมั่นใจให้กับโรงเรียน ทำให้ทุกโรงเรียนยืนหยัดที่จะสู้ แล้วก็เดินหน้าไปด้วยกัน”

 ผอ.แพวิพา ย้ำว่า หลักการทำงานที่สำคัญ ต้องเริ่มจาก ทลายความกลัว ออกจากใจครูให้ได้ก่อน เพราะเป็นเรื่องปกติที่ทุกการเปลี่ยนแปลง จะมีความกลัวเกิดขึ้น ครูหลายคนกังวลว่าจะทำไม่ได้ หรือโรงเรียนเล็กๆ จะโดนทอดทิ้ง

 ต้องยืนยันชัดเจนว่า ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนยักษ์ใหญ่ที่มีเด็ก 3,000 คน หรือโรงเรียนขนาดจิ๋ว ที่มีเด็กแค่ไม่ถึง 40 คน ทุกแห่งจะได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม ทำให้ครูกล้าที่จะเปิดใจลองเปลี่ยน”

 การจัดระบบ “พี่เลี้ยง” เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ถูกนำมาใช้ ด้วยการเฟ้นหาและปั้น ครูแกนนำ กระจายไปอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ทำหน้าที่เป็น "พี่เลี้ยง" คอยให้คำปรึกษาใกล้ชิด ผอ.แพวิพา บอกว่า สิ่งที่เขตพื้นที่ฯ ทำ ไม่ใช่การเอาคู่มือเล่มหนาไปแจก แต่คือการสร้างระบบซัพพอร์ตที่จับต้องได้จริง

 นอกจากดูแลคุณครูหน้างาน พี่เลี้ยงเหล่านี้ ยังช่วยกันออกแบบ "หน่วยการเรียนรู้กลาง" ไว้ให้ สำหรับโรงเรียนไหนที่ยังไม่พร้อมหรือขาดกำลังคน ก็สามารถเข้ามา "ช้อป" หยิบเอาหน่วยการเรียนรู้สำเร็จรูปนี้ไปปรับใช้ได้ทันที ถือเป็นการลดภาระงานครูไปได้มหาศาล

 การสนับสนุนให้ครูเรียนรู้วิธีการใช้ AI เข้ามาเป็นตัวช่วยทำงาน เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ สพป.อุดรธานี เขต 1 ให้ความสำคัญ ไม่ปล่อยให้ครูต้องนั่งหลังขดหลังแข็งเขียนแผนแบบเดิมๆ แต่ส่งเสริมให้ครูใช้ AI เข้ามาช่วยออกแบบหน่วยการเรียนรู้และแผนการสอน เปลี่ยนจากงานเอกสารที่เคยเป็นภาระหนัก ก็กลายเป็นเรื่องง่ายและสนุกขึ้น

 สุดท้ายคือ การทำให้ครูเห็นว่า "ทำแล้วได้อะไร" ทั้งกับอนาคตของตัวเองและตัวเด็ก โดยในกรณีของตัวครูเอง การที่ครูปรับหลักสูตรในโรงเรียนไปตามแนวทางนี้ สอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่งของ ก.ค.ศ. และยังสามารถนำไปต่อยอดความก้าวหน้าทางวิชาชีพได้ และสำคัญที่สุดคือ การเห็นผลที่ตัวเด็ก

“เราใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะตั้งแต่ปี 2568 เราเห็นความเปลี่ยนแปลงของลูกๆ ปฐมวัย เด็กๆ มีทักษะในการตัดสินใจ มีทักษะในการเลือกสิ่งที่ถูกต้อง มีทักษะในการยับยั้งชั่งใจ เชื่อมั่นว่า ถ้าเดินหน้าต่อไปด้วยหลักสูตรนี้ เด็กอุดรธานี เขต 1 เปลี่ยนแปลงแน่นอน แล้วเขาจะอยู่ในสังคมโลกที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างมีความสุข”

 

"สพป.กาฬสินธุ์ เขต 2" รุกถึงที่ หนุนถึงถิ่น เมื่อการเปลี่ยนหลักสูตรไม่ใช่ภาระ แต่คือหน้าที่และความภูมิใจ

 “เป้าหมายเปลี่ยนได้ 100% ของพวกเรา ไม่ได้เกิดจากใครคนใดคนหนึ่ง เกิดจากพวกเราทั้งหมด 164 โรงเรียน ผมก็สื่อสารกับผู้บริหารสถานศึกษา ไปทุกโรงเรียน สื่อสารกับคุณครู เราจะต้องขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะ เพราะมันถึงเวลาแล้ว เราสายมาหลายปีแล้ว”

เมื่อถอดรหัสพื้นที่ สพป.กาฬสินธุ์ เขต ผ่านคำบอกเล่าของ ชัชวาล อาราษฎร์ ผอ.สพป. จะพบว่า Key success ของที่นี่ ไม่ใช่การแจกหนังสือหรือออกคำสั่งจากห้องแอร์ แต่คือการ "รุกถึงที่ หนุนถึงถิ่น และเอาเทคโนโลยีมาช่วยทุ่นแรง"

 ผอ.ชัชวาล บอกว่า ช่วงขับเคลื่อนเน้นเดินสายไปพบผู้บริหารและครูทุกโรงเรียน "ยิ่งกว่าวงหมอลำ" เพื่อชวนคุยให้เห็นภาพตรงกันว่า หลักสูตรนี้ไม่ได้ทำเพื่อเอาผลงาน แต่ทำเพื่ออนาคตของเด็กๆ

 

การลงพื้นที่ ยังช่วยให้ ผอ.ชัชวาล ได้รับฟังการถอดบทเรียนจากโรงเรียนแกนนำที่เข้าหลักสูตรไปก่อน แล้วพบว่า “สมรรถนะ ไม่ยากอย่างที่คิด” และกลายเป็นข้อมูลสำคัญ ที่ช่วยลดความกังวลและกำแพงในใจของครูที่กำลังเดินตามแนวทางหลักสูตรนี้

และเช่นเดียวกับ สพป.อุดรธานี เขต 1 การทำให้ครูเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ใช่ภาระที่เพิ่มขึ้น แต่คืองานปกติที่ครูต้องทำอยู่แล้ว ผอ.ชัชวาล ย้ำว่า ต้องชี้ให้ครูเห็นชัดๆ ว่า การปรับหลักสูตรและการทำ PLC คือสิ่งที่อยู่ในมาตรฐานตำแหน่งของ ก.ค.ศ. อยู่แล้ว มันคืองานประจำที่ทำเพื่อพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่ "งานฝาก" หรือโครงการพิเศษที่มาเพิ่มภาระให้กับครู

ส่วนทีมสนับสนุน ที่นี่จัดตั้ง ทีม C-Move (Core Competency Team) รวมพลศึกษานิเทศก์และ "จอมยุทธ์ครูอาสา" วิ่งหมุนเวียนลงไปช่วยเหลือครูถึงโรงเรียน

“ก่อนครูจะยอมแพ้ ทำอย่างไรเราจะช่วยครูได้ทันที ไม่ใช่รอให้ครูร้องขอ จึงเกิดทีมนี้ขึ้นมา แล้วก็ได้ผล เราจะ สามารถเข้าไปแก้ไขปัญหาข้อคับข้องใจของคุณครูได้ทันเวลา”

 กลไก PLC ที่โรงเรียนต้องทำอยู่แล้วสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ สพป.กาฬสินธุ์ เขต 2 นำมาใช้ โดยกำหนดให้โรงเรียนส่งตาราง PLC ให้เขตรับทราบ เพื่อให้ศึกษานิเทศจากเขตพื้นที่เข้ามาร่วมแจมและช่วยแก้ปัญหาได้ทันเวลา

อย่างไรก็ตาม ผอ.ชัชวาล มองว่า การประกาศนโยบายให้ชัดเจน และจัดสรรงบประมาณ ที่เพียงพอจากส่วนกลาง ก็จะช่วยคนทำงานในพื้นที่ได้มากขึ้น

 โรงเรียนขนาดเล็ก มีงบรายหัวแค่ไม่กี่หมื่นบาท เขตพื้นที่ก็ต้องเกลี่ยงบลงไปช่วย เพื่อไม่ให้โรงเรียนขนาดเล็กต้องแบกรับความตึงเครียดตามลำพัง ทีนี้โรงเรียนขนาดอื่นก็มีคำถาม ทำไมเขตไม่ช่วยเขาด้วย การช่วยเหลือระยะสั้น อาจพอทำได้ แต่ระยะยาวมีปัญหาแน่นอน ถ้าให้เราช่วยตัวเองอย่างนี้ต่อไป”

 

"ขอนแก่นโมเดล" พังทลายกำแพงสังกัด เปลี่ยนคนทั้งจังหวัดให้เป็นทีมเดียวกัน

จากต้นทุนเดิม ความร่วมมือ 4 กระทรวง ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ขับเคลื่อนงานช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา ที่ไม่เพียงบรรลุเป้าหมาย พาเด็กขอนแก่นที่มีความเสี่ยง กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ 

อุทัยรัตน์ อนุสุเรนทร์ อดีตผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผล สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่น เล่าย้อนว่า จากจุดเริ่มต้น และต่อมายังได้สร้างความเชื่อมโยงระหว่างกันที่เหนียวแน่นมากขึ้น จนวันนี้กลายเป็น 19 ภาคีเครือข่ายการศึกษา ไม่แบ่งการทำงานด้วยเขตพื้นที่ แต่ รวมคนที่ใช่ มีใจตรงกัน พังทลายกำแพงสังกัด แล้วเอาคนทั้งจังหวัดมาร่วมมือกัน มาสู่การขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะ

 

“พัฒนาการเด็กปฐมวัย เป็นฐานความแข็งแรงของเด็กๆ ไม่ใช่อยู่ที่พัฒนาการ 4 ด้าน แต่จะอยู่ที่สมรรถนะที่ลูกๆ จะต้องนำไปใช้ต่อในอนาคต”

 อุทัยรัตน์ มองว่า กลไกสำคัญคือ การนิเทศก์แบบไร้รอยต่อ เพราะปกติศึกษานิเทศก์ของเขตไหน ก็จะดูแค่โรงเรียนในสังกัดตนเท่านั้น แต่ที่ขอนแก่น ศึกษานิเทศก์จับมือทำงานข้ามสังกัด

 “ทั้งศึกษานิเทศก์จากฝ่ายท้องถิ่น จากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด และจากเขตพื้นที่การศึกษา ร่วมกันตั้งทีมลงพื้นที่นิเทศด้วยกัน มองข้ามเรื่อง "สังกัดใครสังกัดมัน" แต่มุ่งเป้าไปที่การยกระดับคุณภาพเด็กปฐมวัยทั้งจังหวัดแบบเป็นทีมเดียว

การมี “พี่เลี้ยงระดับพรีเมียม” คือผู้เชี่ยวชาญจาก โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น และผู้เชี่ยวชาญจาก โรงเรียนเอกชนขนาดใหญ่ เป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของพื้นที่นี้ เพราะต่างมีจุดเด่นที่ช่วยเติมเต็มส่วนที่พื้นที่ยังขาดได้

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นพี่เลี้ยงสายสร้างสรรค์ (Creative) พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ความเป็นเลิศ ที่เข้ามาช่วยหนุนเสริมความแน่นทางวิชาการ ขณะที่โรงเรียนเอกชนเข้ามาช่วยแชร์ระบบบริหารจัดการและหลักสูตรที่มีความคล่องตัวสูง ปรับตัวไว และนำ AI มาใช้อย่างเชี่ยวชาญ

 ทั้งการนิเทศแบบไร้รอยต่อ และมีพี่เลี้ยงช่วยเติมเต็ม กลายเป็นฐานสำคัญที่ทำให้ทีมขอนแก่นคิดกลไก Academy ปฐมวัย ไท ขอนแก่น ขึ้นมาเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อน พัฒนาสมรรถนะเด็กปฐมวัยอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง ชวนคุณครูต่างสังกัด ต่างขนาดโรงเรียน ตั้งแต่โรงเรียนยักษ์ใหญ่ยันโรงเรียนขนาดเล็ก มาร่วมกันออกแบบ หน่วยการเรียนรู้กลาง ที่ครูสามารถหยิบไปปรับใช้ในห้องเรียนได้จริง

 “ขอนแก่นใช้วิธีดึงครูมาร่วมกันสร้างเครื่องมือทำงาน เปิดพื้นที่ให้ผู้บริหารและครูจากโรงเรียนต่างๆ มานั่งคุยกันแบบเปิดใจ โดยเฉพาะ โรงเรียนขนาดจิ๋วที่ต้องสอนควบชั้น ก็จะมีโอกาสได้มาแลกเปลี่ยนเทคนิค วิธีแก้ปัญหา และแชร์ประสบการณ์กับโรงเรียนอื่นๆ ทำให้ครูไม่รู้สึกว่ากำลังสู้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง แต่ยังมีเพื่อนครูทั้งจังหวัดคอยช่วยคิดหาทางออก”

อุทัยรัตน์ บอกว่า ที่ขอนแก่นช่วยกันทำทั้งหมดนี้ เป้าหมายสำคัญคือ ต้องการยกระดับพัฒนาการและ IQ ของเด็กในจังหวัด โดยใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะเป็นตัวจุดประกาย ให้เด็กอ่านออก เขียนได้ และมีฐานปัญญาติดตัวไปตลอดชีวิต

 

"พิษณุโลก" ห้องเรียน R&D ที่กล้า 'ฉีก-ทิ้ง-รื้อ' เพื่อคืนชีวิตให้เด็กหลังห้อง

อีกหนึ่งโมเดลการทำงานที่น่าสนใจ คือ การทำงานของ 11 โรงเรียนนำร่อง ในพื้นที่ สพป.พิษณุโลก เขต 2 สรรชัย หนองตรุด รองผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ เล่าย้อนจุดตั้งต้นของการทำงานที่นี่ว่า เริ่มจาก เสียงเรียกร้องของคนในสังคม

"เริ่มจาก สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการไทยพีบีเอส มีเป้าหมาย ต้องการสร้างพลเมืองยุคใหม่ ที่มีความตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อม และความเป็นพลเมืองโลก ก็เลยเป็นโจทย์ว่า ทำยังไงให้เด็กของเราสามารถไปถึงจุดนั้นได้”

เมื่อโจทย์จากชุมชนส่งมาถึงระบบการศึกษา ทีมทำงานจึงพบว่า "หลักสูตรฐานสมรรถนะ" นี่แหละ คือคำตอบที่จะเปลี่ยนเด็กให้เป็นพลเมืองแบบที่คนในพื้นที่อยากได้

เปลี่ยน Mindset ครู "หลักสูตรไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ฉีก ทิ้ง รื้อ ได้ เป็นเรื่องสำคัญที่ สรรชัย ย้ำว่า ต้องทำเป็นเรื่องแรก เพราะปัญหาใหญ่ของครูเวลาเปลี่ยนหลักสูตร คือกลัวทำผิด กลัวไม่ตรงตามเกณฑ์ส่วนกลาง แต่พิษณุโลกปลดล็อกความคิดนี้ด้วย R&D Mindset (วิจัยและพัฒนา)

“ต้องทำให้ครูเข้าใจว่า หลักสูตรไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ห้ามแตะ ถ้าลองเอามาใช้แล้วไม่เข้ากับเด็ก ก็สามารถ "ฉีก-ทิ้ง-รื้อ" แล้วเขียนใหม่ได้ ที่สำคัญคือ ต้องให้ครูหน้างานเป็นคนตัดสิน เพราะจะเห็นพัฒนาการของเด็กในห้องเรียนอยู่แล้ว ถ้าเด็กเปลี่ยน พัฒนาทักษะได้จริง นั่นแปลว่าครูมาถูกทางแล้ว

สรรชัย พบว่า ช่วงแรกครูหลายคนยอมรับว่าอยากถอย เพราะงงกับการสอนควบวิชาตามแนวทางหลักสูตรฐานสมรรถนะ แต่พอผ่านไป 1 เทอม บรรยากาศก็เปลี่ยนไปสิ้นเชิง กลายเป็นครูเลิกสอนแบบแยกวิชาใครวิชามัน แล้วหันมาร่วมมือกันเป็นทีมเพื่อออกแบบการเรียนรู้แบบองค์รวม

บรรยากาศห้องเรียนก็เปลี่ยน ในบริบทห้องเรียนเดิม เด็กเงียบๆ มักถูกลืม แต่พอปรับมาเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ เด็กหลังห้องได้ลุกขึ้นมาแสดงฝีมือ มีส่วนร่วม และค้นพบความมั่นใจในตัวเองอีกครั้ง

 “เมื่อห้องเรียนเปลี่ยน จะมีเสียงจากเด็กว่า "ครูขา หนูอยากเล่นแบบนี้อีก" เด็กจะเรียกร้องเอง แม้กระทั่งเด็กประถมเค้าก็รู้สึกว่า "ครู หนูอยากไปเล่นอย่างงั้นอีก" มันเป็นเสียงที่ทำให้ครูรู้สึกมั่นใจในการที่เค้าสามารถเปลี่ยนห้องเรียนตัวเองได้”

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของ 11 โรงเรียนนำร่อง แต่ผ่านการทำงานเป็นทีมกันอย่างเหนียวแน่น สรรชัย บอกว่า ครูกลุ่มนี้วางเป้าหมายไว้ว่า ภาพใน 3 ปีข้างหน้าของพิษณุโลก คือการขยายผลให้เกิด นิเวศการเรียนรู้ (Learning Ecosystem) ทั่วทั้งพื้นที่ ที่ซึ่งครูสอนด้วยความสนุก มีไฟในการสร้างห้องเรียน เขตพื้นที่ฯ คอยหนุนหลัง และผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมออกแบบการเรียนรู้ไปพร้อมกับโรงเรียน

ผู้เขียนบทความ
avatar
กองบรรณาธิการ ALTV
ALTV CI
ข่าว ALTV
ข่าว ALTV
ALTV News
ผู้เขียนบทความ
avatar
กองบรรณาธิการ ALTV
แชร์
ฟัง
ชอบ
ติดตามเรา