

ศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์) ได้เปิดเผยรายงาน “รายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัว ประจําปี 2026” ซึ่งส่งสัญญาณเตือนถึงวิกฤตการณ์ที่ซ่อนอยู่ใต้พรม ทั้งเรื่องปากท้อง พัฒนาการ สุขภาพกาย สุขภาพใจ และความปลอดภัยในชีวิต ALTV ชวนทุกคนมาถอดรหัสความจริงและร่วมกันหาทางออกไปพร้อมกัน
“เด็กและเยาวชนไทยกำลังเผชิญ 'ทุพโภชนาการสองด้าน' (Double Burden of Malnutrition) อย่างเรื้อรัง โดยปัญหานี้กระจายในทุกกลุ่มรายได้ และมีรากมาจากคุณภาพอาหารและสภาพแวดล้อมทางอาหารที่บีบให้อาหารดีต่อสุขภาพเข้าถึงยาก”
รายงานระบุว่า ปัญหาร่างกายเตี้ยแกร็น-ผอมแห้งจากการขาดสารอาหาร และภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน กำลังเกิดขึ้นกับเด็กไทยในทุกกลุ่มรายได้ โดยในปี 2026 เด็กปฐมวัย (ไม่เกิน 5 ปี) มีสัดส่วนภาวะเตี้ยแกร็นสูงถึงร้อยละ 12.3 (เกินเป้าหมาย สธ. ที่ร้อยละ 8.5) ขณะที่กลุ่มเด็กและเยาวชนอายุ 6-18 ปี เผชิญปัญหาน้ำหนักเกินและอ้วนสูงถึงร้อยละ 13.8 โจทย์ใหญ่คือคุณภาพอาหารที่เข้าถึงยาก โดยครอบครัวไทยต้องจ่ายเงินซื้ออาหารดีต่อสุขภาพสูงถึง 5.65 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน ซึ่งแพงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง
“สถานการณ์พัฒนาการเด็กปฐมวัยของไทยกำลังถดถอย สวนทางกับความสำคัญของช่วงวัยที่เป็น 'หน้าต่างโอกาส' ของชีวิต”
ขณะเดียวกัน สัดส่วนเด็กปฐมวัยที่มีพัฒนาการสมวัย ก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 97.4 ในปี 2019 เหลือเพียงร้อยละ 79.6 ในปี 2025 นอกจากนี้เด็กอายุ 3-5 ปี กว่าร้อยละ 17 ยังอยู่นอกระบบการศึกษา ขณะที่ห้องเรียนส่วนใหญ่ยังติดกับดักการเร่ง “เรียนไปสอบ” ฝึกอ่านเขียนก่อนวัย ซึ่งบั่นทอนพัฒนาการด้านอื่น แทนที่จะส่งเสริมหลักสูตรเชิงรุก (Active Learning)
“มลพิษทางอากาศกลายเป็นภัยสุขภาพประจำ โดยในปี 2025 มีเด็กและเยาวชนป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องราว 1.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นสองเท่าตัวจากปี 2022”
สุขภาพกายของเด็กไทยเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน นอกจากภัยฝุ่นและมลพิษทางอากาศแล้ว ในปี 2025 เด็กและเยาวชนอายุไม่เกิน 19 ปี ยังป่วยด้วยโรคติดต่อเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เช่น โรคปอดอักเสบที่พุ่งขึ้นเกือบ 4 เท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2021
ขณะเดียวกัน “สุขภาพใจ” ของเด็กผู้หญิงก็กำลังส่งสัญญาณวิกฤต เยาวชนหญิงเครียดบ่อยถึงร้อยละ 47.6 (สูงกว่าชายที่ร้อยละ 32.5) และป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าผู้ชาย 2-3 เท่าตัว รากเหง้าปัญหานี้ไม่ได้มาจากปัจจัยทางกายภาพหรือจิตวิทยาเท่านั้น แต่มาจากโครงสร้างสังคมที่กดทับ โอกาสเติบโตในหน้าที่การงานที่น้อยกว่า รวมถึงการถูกด่าทอและทำร้ายโดยคนในครอบครัวสูงถึงร้อยละ 75.7
“การเยียวยาเพียงปลายทาง ก็เปรียบเหมือนการวิดน้ำเรือที่ยังรั่วอยู่ ตราบใดที่ต้นเหตุของปัญหายังคงอยู่ ควรขยับไปสู่การออกแบบ 'สังคมที่ไม่ผลิตความทุกข์'”
“คนรอบตัวและสภาพแวดล้อม ทั้งบ้าน สถานศึกษา ชุมชน และโลกออนไลน์ ยังไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย เยาวชนถูกคุกคามหลายรูปแบบ”
รายงานสำรวจพบว่า เยาวชนอายุ 15-25 ปี เผชิญการคุกคามสูงถึงร้อยละ 42.7 โดยกลุ่ม LGBTQ+ เผชิญการทำร้ายร่างกายสูงที่สุดถึงร้อยละ 36.4 ขณะที่กลไกการคุ้มครองของรัฐยังขาดแคลนบุคลากรอย่างหนัก มีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเพียง 295 คนทั่วประเทศ และมีถึง 18 จังหวัดที่ไม่มีเลย
“มาตรการที่ผ่านมาเน้นแทรกแซงที่ 'การตัดสินใจส่วนบุคคล' เป็นหลัก เช่น การให้ความรู้และฝึกทักษะการปฏิเสธ ซึ่งไม่เพียงพอ เพราะเยาวชนเป็นผลผลิตของสังคมที่เติบโต”
นี่คือเหตุผลที่ทำให้อัตราการบำบัดรักษายาเสพติดซ้ำสูงถึงร้อยละ 32.7 เนื่องจากเมื่อเยาวชนบำบัดแล้วยังต้องกลับสู่สภาพแวดล้อมเดิมๆ ที่ซึ่งปัจจุบันการซื้อขายยาเสพติดออนไลน์ขยายตัวจนเข้าถึงง่ายและราคาถูกลง ซ้ำร้าย เด็กและเยาวชนตามแนวชายแดนกว่า 86,000 คน ยังต้องอพยพหนีภัยจากการสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชาตลอดปี 2025 บั่นทอนทั้งสุขภาพจิตและโอกาสทางการเรียนรู้ ซึ่งรายงานย้ำว่า “รัฐต้องเห็นเด็กและเยาวชนอยู่ในสมการของภัยความขัดแย้งเสมอ”
“เยาวชนรุ่นนี้จึงเสี่ยงต้องแบกภาระดูแลครอบครัวเกินกำลัง ในอนาคตเมื่อไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด โดยที่นโยบายรัฐยังแบ่งเบาภาระไม่ได้”
ตามค่านิยมไทย ลูกหลานมักถูกมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลพ่อแม่ยามสูงวัย ทว่าในอีก 40 ปีข้างหน้า (ปี 2066) ประชากรวัยทำงาน 100 คน จะต้องรองรับและดูแลผู้สูงวัยมากถึง 63.8 คน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ผู้สูงอายุเกินครึ่งยังไม่มีเงินออม และคนทำงานในปัจจุบันถึงร้อยละ 86 ก็ยังออมเงินไม่ได้ตามเป้า ซ้ำร้ายผู้สูงวัยยังมีแนวโน้ม “อายุยืนแต่ป่วยนาน” โดยมีช่วงภาวะพึ่งพิงเฉลี่ยราว 6.9 ปี ภาระหนักอึ้งทั้งหมดนี้จึงกำลังตกมาที่คนรุ่นใหม่
“การดูแลผู้สูงวัยไม่ใช่เพียงหน้าที่ของลูกหลาน แต่สัมพันธ์กับคนทั้งประเทศ”
เพื่อให้หลุดพ้นจากปัญหาเหล่านี้ รายงานฯ ได้ระบุข้อเสนอเชิงนโยบาย ที่ช่วยไม่ให้เส้นทางการพัฒนาของเด็กไทยต้องขาดตอนลง และย้ำว่ารัฐและสังคมต้องเร่งปรับตัวผ่านข้อเสนอเชิงนโยบายเหล่านี้
ยกระดับโภชนาการ ปรับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดให้เป็นแบบถ้วนหน้า ผลักดันกฎหมายควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่กระทบสุขภาพเด็ก
เปลี่ยนห้องเรียน "เรียนไปสอบ" ให้เป็นการ "เรียนปนเล่น"ลงทุนทรัพยากรครูและห้องเรียน มุ่งเน้นหลักสูตร Active Learning เพื่อสร้างเสริมพัฒนาการสมวัย
ระบบสุขภาพเชิงรุก บรรจุวัคซีนจำเป็นเข้าสู่สิทธิบัตรทองให้รวดเร็ว และออกกติกากำกับราคาค่ารักษาพยาบาลเอกชน
สร้างกลไกป้องกันในชุมชน แอบรมให้เครื่องมือพ่อแม่และครูในการรับมือภัยคุกคาม ออกแบบการบำบัดยาเสพติดในชีวิตจริงโดยไม่ตอกย้ำการตีตรา และปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจในครัวเรือนเพื่อลดความรุนแรงต่อเพศหญิง
รัฐต้องช่วยแบกรับผู้สูงวัย เพิ่มศูนย์ดูแลผู้สูงอายุรายวันในชุมชนราคาย่อมเยา และสนับสนุนเงิน อุปกรณ์ รวมถึงทักษะการดูแลให้แก่ลูกหลาน
เพราะการพัฒนาเด็ก ไม่ใช่เรื่องของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง แต่คือการลงทุนใน "ทุนมนุษย์" ที่คุ้มค่าที่สุดของประเทศ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ทุกคนต้องช่วยกันอุดช่องว่างนี้ เพื่อให้เด็กไทยเติบโตได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขอย่างแท้จริง
เรียบเรียงจาก: รายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัว ประจําปี 2026 โดย ศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์)



