ALTV All Around
ALTV News
บทความอื่นจาก Thai PBS
ALTV All Around
ALTV News
บทความ Thai PBS
ถอดบทเรียน สพป.อุดรธานี เขต 1 ขับเคลื่อนหลักสูตรสมรรถนะ ลดความเหลื่อมล้ำ
แชร์
ฟัง
ชอบ
ถอดบทเรียน สพป.อุดรธานี เขต 1 ขับเคลื่อนหลักสูตรสมรรถนะ ลดความเหลื่อมล้ำ
31 ต.ค. 69 • 19.51 น. | 6 Views
ขนาดอักษร : กลาง
ALTV CI

จังหวัดอุดรธานี ซึ่งตั้งอยู่ในกลุ่มจังหวัด “สบายดี” (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน) ถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน โจทย์ใหญ่ของระบบการศึกษาในพื้นที่จึงไม่ใช่เพียงแค่การสอนตามตำรา แต่คือการบ่มเพาะ “ทุนมนุษย์” ที่มีทักษะและสมรรถนะตอบโจทย์การพัฒนาในอนาคตของพื้นที่นี้ โดยหนึ่งในแนวทางที่ถูกนำมาใช้ และกำลังกลายเป็นทิศทางหลักของพื้นที่นี้ คือการเปลี่ยนห้องเรียนไปตามแนวทางหลักสูตรฐานสมรรถนะ

ปี 2569 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 (สพป.อุดรธานี เขต 1) ลุกขึ้นมาประกาศว่า ทุกโรงเรียนที่สอนระดับปฐมวัยของเขตพื้นที่นี้ ได้เปลี่ยนไปสอนตามแนวทางหลักสูตรฐานสมรรถนะสำหรับปฐมวัย แบบ 100% จำนวน 209 โรงเรียน โดยเริ่มด้วยการนำหน่วยการเรียนรู้ที่ภาคีเครือข่ายการศึกษาและไทยพีบีเอส ร่วมกันออกแบบ ไปจัดการเรียนรู้ในห้องเรียนอย่างคึกคัก

ส่วนระดับประถมศึกษา แม้จะยังไม่ได้ดำเนินการในทุกโรงเรียน โดยปี 2569 มี 46 โรงเรียนจาก 215 โรงเรียนที่เริ่มใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในระดับประถมศึกษาตอนต้น (ป.1-3) แต่เป้าหมาย 100% ก็ดูจะไม่ไกลเกินกว่าทำไม่ได้ หลังครูประถมต้นจาก 40โรงเรียน เข้าอบรมติวเข้มการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ เมื่อวันที่ 31ตุลาคม ที่ผ่านมา ก่อนเปิดเทอมภาคเรียนที่ 2 เพียงไม่กี่วัน

เขต 1 อุดรธานี แม้จะเป็นพื้นที่เมือง แต่โรงเรียนนเขตพื้นที่นี้ ก็มีทั้งโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรครบถ้วน กับโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ยังขาดแคลนทุกด้าน คำถามคือ สพป.อุดรธานี เขต1 ทำได้อย่างไร ที่สามารถเปลี่ยนผ่านห้องเรียนปฐมวัยไปสู่ฐานสมรรถนะ 100% ขณะที่ประถมศึกษาตอนต้น ก็กำลังจะขยายเป้าหมายเต็มพื้นที่ในอีกไม่นาน ไทยพีบีเอสสัมภาษณ์ ชฎาภรณ์ บรรเลงรมย์ ผอ.สพป.อุดรธานี เขต 1 หาคำตอบนี้

ปรัชญาแห่งการลงมือทำ “Teach Less, Learn More for Happiness”

ผอ.ชฎาภรณ์ บอกว่า คำตอบแรกอยู่ที่หัวใจของการจัดการศึกษาของสพป.อุดรธานี เขต 1 ที่วางอยู่บนความเชื่อมั่นว่า เด็กจะสร้างองค์ความรู้ได้ดีที่สุดเมื่อได้ลงมือปฏิบัติจริง โดยมีม็อตโตประจำเขตที่ใช้สื่อสารกับทุกโรงเรียน

“เรามีม็อตโตในการขับเคลื่อนการศึกษาของเราว่า ‘Teach Less, Learn More for Happiness’ นั่นหมายถึงว่า เรามุ่งเน้นให้คุณครูนั้นจัดการศึกษาโดยการลงมือปฏิบัติอย่างแท้จริง ให้คุณครูสอนน้อยลง แต่ให้เกิดการเรียนรู้กับนักเรียนมากขึ้น”

ผลลัพธ์จากการปรับกระบวนทัศน์นี้เห็นได้ชัดเจนจากบรรยากาศในห้องเรียน ที่เด็กๆ มีความสุขกับการเรียนรู้ มีความสุขในการเรียน แย่งกันตอบคำถามคุณครู และพบว่า นโยบายนี้ยังช่วยแก้ปัญหาเรื่องนักเรียนไม่มาเรียนได้เป็นอย่างดี

ทลายมายาคติความเหลื่อมล้ำ “เป้าหมายเดียวกัน แต่มีหลายเส้นทางให้เดิน”

แม้จะมีปรัชญาที่ชัดเจน แต่ ผอ.ชฎาภรณ์ ยอมรับ ยังมีโจทย์ท้าทายที่ต้องก้าวข้าม อย่างแรกคือ ความแตกต่างของขนาดโรงเรียน ที่มีทั้ง “โรงเรียนขนาดใหญ่ในเมือง” ที่ผู้ปกครองมีความพร้อมทางเศรษฐกิจและสนับสนุนได้รอบด้าน กับ “โรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนจิ๋วในชนบท” ที่ผู้ปกครองมีข้อจำกัดด้านรายได้และเวลา 

ความคุ้นเคยของผู้ปกครองในการวัดผลแบบเดิม ก็เป็นอีกโจทย์ที่ต้องแก้ไข เพราะผู้ปกครองยังคุ้นชินกับการเห็นความก้าวหน้าของนักเรียนด้วยเกรดที่เป็นตัวเลข ทำให้โรงเรียนต้องพยายามอธิบายมากขึ้น ยิ่งบางโรงเรียนเจอสถานการณ์ครูเปลี่ยนบ่อย ต้องจูนความคิดเริ่มต้นกับครูคนใหม่หลายครั้ง ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ไม่ง่าย

แต่ ผอ.ชฎาภรณ์ พบว่า หลักสูตรฐานสมรรถนะ กลับกลายเป็น “เครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำ” ที่มีประสิทธิภาพ เพราะเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นที่ ปริมาณเนื้อหา มาอยู่ที่ ผลลัพธ์การเรียนรู้ปลายทาง

“ที่ผ่านมา เราไปมุ่งเน้นที่เนื้อหา ที่เรียนยังไงก็ไม่หมด แต่หลักสูตรใหม่ มุ่งเน้นที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งเป็นเป้าหมายปลายทาง ทำให้ทุกโรงเรียนไม่จำเป็นว่าจะต้องเดินด้วยเส้นทางเดียว ไปเส้นทางไหนก็ได้ ขอให้ถึงเป้าหมาย”

ผอ.ชฎาภรณ์ ยกตัวอย่าง โรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีครูครบชั้นอาจเลือกสอนตามสาระวิชาโดยใช้สื่อเทคโนโลยีทันสมัยได้โดยตรง ขณะที่โรงเรียนขนาดเล็กสามารถใช้การบูรณาการผ่านโครงงาน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน หรือดึงบริบทชุมชนมาเป็นห้องเรียน เช่น การพาเด็กไปเรียนรู้ในแปลงเกษตร หรืออาศัยความร่วมมือจากพระสงฆ์และปราชญ์ชาวบ้าน ช่องว่างความเหลื่อมล้ำจึงลดลงทันที เพราะเด็กทุกคนสามารถบรรลุสมรรถนะเดียวกันได้ตามความพร้อมของบริบทตนเอง

 

“CAME Model” และ PA กลไกขับเคลื่อนที่ทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์

นอกจากเป้าหมายที่ต้องวางให้ชัด ผอ.ชฎาภรณ์ ย้ำว่า อีกสิ่งที่ต้องไปคู่กันคือ กาวาระบบการทำงานที่เป็นขั้นตอนชัดเจน โดย สพป.อุดรธานี เขต 1 ใช้ CAME เป็นโมเดลในการทำงาน

C (Competency) การปักหมุดความสำคัญของฐานสมรรถนะในการพัฒนาเด็ก, A (AI-assisted) การนำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเป็นผู้ช่วยครูและศึกษานิเทศก์ในการออกแบบแผน สื่อ และการประเมิน, M (Mentor) การสร้างเครือข่ายพี่เลี้ยง โดยจับคู่ศึกษานิเทศก์และผู้บริหารคอยโค้ชครูหน้างานอย่างใกล้ชิด และ E (Evaluation & Equity) การสอดประสานระบบวัดและประเมินผลตามสภาพจริงที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

นอกจากนี้ เขตพื้นที่ยังได้นำระบบ PA (Performance Agreement) หรือข้อตกลงในการพัฒนางาน มาเป็นกลไกขับเคลื่อนร่วมกันของทั้งเขต โดยมองย้อนแบบ Backward Design จากเป้าหมายความสำเร็จของเด็กในห้องเรียนกลับมาสู่แผนการทำงาน ซึ่งความชัดเจนของกลไกนี้ ทำให้แม้แต่โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนอนุบาลเพียง 12 คน ก็สามารถจัดกิจกรรมฐานสมรรถนะได้อย่างโดดเด่น จนได้รับความชื่นชมเมื่อผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม

แต่โมเดลนี้ จะขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องกำกับด้วยระบบการบริหารที่เข้มแข็ง ที่ต้องทำงานได้ แม้มีข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากร ซึ่งสิ่งที่จะเป็นทางออกจากเรื่องนี้ได้คือ วิธีการบริหารแบบมีส่วนร่วม

“ผู้บริหารจะต้องทำยังไงให้เกิดการมีส่วนร่วมในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด ทำงานคนเดียวไม่ได้ ผู้บริหารต้องหางวิธีระดมสรรพกำลังและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งครู ผู้บริหาร กรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน และภาคีเครือข่ายอย่าง สพฐ. และสื่อสาธารณะ เช่น Thai PBS เข้ามาร่วมผลักดัน”

 

ส่งพลังใจถึงครูหน้างาน “ทลายกำแพง แล้วก้าวไปด้วยกัน”

เพราะครูหน้างาน คือคนสำคัญที่สุด ของการเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายนี้ ผอ.ชฎาภรณ์ จึงขอส่งกำลังใจ และสิ่งที่อยากบอกคุณครูทุกคน

“คำแรกที่อยากบอกคุณครูก็คือ ‘ทลายกำแพง เปิดใจ’ หลักสูตรฐานสมรรถนะอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ครูคุ้นเคย ไม่อยากให้ครูคิดว่ามันเป็นสิ่งที่น่ากลัว มันเป็นสิ่งที่ยากลำบาก ถ้าครูเปิดใจ ทลายกำแพงของอคติ หรือสิ่งที่หวาดกลัวอยู่ ก้าวเปลี่ยนผ่านไปเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในการจัดการเรียนรู้”

ผอ.ชฎาภรณ์ ยืนยันว่า ในช่วงการเปลี่ยนแปลงนี้ ครูไม่ได้ถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยว ย้ำว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษา หน่วยงานต้นสังกัด สพฐ. หรือภาคีเครือข่าย พร้อมเคียงข้างไปกับคุณครู พร้อมรับฟังแล้วก็จูงมือไปด้วยกันค่ะ”

บทเรียนจาก สพป.อุดรธานี เขต 1 พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า หลักสูตรฐานสมรรถนะไม่ใช่เรื่องไกลตัว และข้อจำกัดด้านขนาดโรงเรียนไม่ใช่อุปสรรคต่อการพัฒนาเด็ก หากผู้บริหารและคุณครูกล้าที่จะ “ทลายกำแพงและเปิดใจ” มองเห็นเส้นทางที่หลากหลาย และจับมือร่วมกันอย่างเหนียวแน่น ห้องเรียนแห่งความสุขและคุณภาพที่เท่าเทียมย่อมเกิดขึ้นได้จริงในทุกพื้นที่

 

ผู้เขียนบทความ
avatar
กองบรรณาธิการ ALTV
ALTV CI
ข่าว ALTV
ข่าว ALTV
ALTV News
ผู้เขียนบทความ
avatar
กองบรรณาธิการ ALTV
แชร์
ฟัง
ชอบ
ติดตามเรา