

จังหวัดอุดรธานี ซึ่งตั้งอยู่ในกลุ่มจังหวัด “สบายดี” (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน) ถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน โจทย์ใหญ่ของระบบการศึกษาในพื้นที่จึงไม่ใช่เพียงแค่การสอนตามตำรา แต่คือการบ่มเพาะ “ทุนมนุษย์” ที่มีทักษะและสมรรถนะตอบโจทย์การพัฒนาในอนาคตของพื้นที่นี้ โดยหนึ่งในแนวทางที่ถูกนำมาใช้ และกำลังกลายเป็นทิศทางหลักของพื้นที่นี้ คือการเปลี่ยนห้องเรียนไปตามแนวทางหลักสูตรฐานสมรรถนะ
ปี 2569 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 (สพป.อุดรธานี เขต 1) ลุกขึ้นมาประกาศว่า ทุกโรงเรียนที่สอนระดับปฐมวัยของเขตพื้นที่นี้ ได้เปลี่ยนไปสอนตามแนวทางหลักสูตรฐานสมรรถนะสำหรับปฐมวัย แบบ 100% จำนวน 209 โรงเรียน โดยเริ่มด้วยการนำหน่วยการเรียนรู้ที่ภาคีเครือข่ายการศึกษาและไทยพีบีเอส ร่วมกันออกแบบ ไปจัดการเรียนรู้ในห้องเรียนอย่างคึกคัก
ส่วนระดับประถมศึกษา แม้จะยังไม่ได้ดำเนินการในทุกโรงเรียน โดยปี 2569 มี 46 โรงเรียนจาก 215 โรงเรียนที่เริ่มใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในระดับประถมศึกษาตอนต้น (ป.1-3) แต่เป้าหมาย 100% ก็ดูจะไม่ไกลเกินกว่าทำไม่ได้ หลังครูประถมต้นจาก 40โรงเรียน เข้าอบรมติวเข้มการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ เมื่อวันที่ 31ตุลาคม ที่ผ่านมา ก่อนเปิดเทอมภาคเรียนที่ 2 เพียงไม่กี่วัน
เขต 1 อุดรธานี แม้จะเป็นพื้นที่เมือง แต่โรงเรียนนเขตพื้นที่นี้ ก็มีทั้งโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรครบถ้วน กับโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ยังขาดแคลนทุกด้าน คำถามคือ สพป.อุดรธานี เขต1 ทำได้อย่างไร ที่สามารถเปลี่ยนผ่านห้องเรียนปฐมวัยไปสู่ฐานสมรรถนะ 100% ขณะที่ประถมศึกษาตอนต้น ก็กำลังจะขยายเป้าหมายเต็มพื้นที่ในอีกไม่นาน ไทยพีบีเอสสัมภาษณ์ ชฎาภรณ์ บรรเลงรมย์ ผอ.สพป.อุดรธานี เขต 1 หาคำตอบนี้

ผอ.ชฎาภรณ์ บอกว่า คำตอบแรกอยู่ที่หัวใจของการจัดการศึกษาของสพป.อุดรธานี เขต 1 ที่วางอยู่บนความเชื่อมั่นว่า เด็กจะสร้างองค์ความรู้ได้ดีที่สุดเมื่อได้ลงมือปฏิบัติจริง โดยมีม็อตโตประจำเขตที่ใช้สื่อสารกับทุกโรงเรียน
“เรามีม็อตโตในการขับเคลื่อนการศึกษาของเราว่า ‘Teach Less, Learn More for Happiness’ นั่นหมายถึงว่า เรามุ่งเน้นให้คุณครูนั้นจัดการศึกษาโดยการลงมือปฏิบัติอย่างแท้จริง ให้คุณครูสอนน้อยลง แต่ให้เกิดการเรียนรู้กับนักเรียนมากขึ้น”
ผลลัพธ์จากการปรับกระบวนทัศน์นี้เห็นได้ชัดเจนจากบรรยากาศในห้องเรียน ที่เด็กๆ มีความสุขกับการเรียนรู้ มีความสุขในการเรียน แย่งกันตอบคำถามคุณครู และพบว่า นโยบายนี้ยังช่วยแก้ปัญหาเรื่องนักเรียนไม่มาเรียนได้เป็นอย่างดี

แม้จะมีปรัชญาที่ชัดเจน แต่ ผอ.ชฎาภรณ์ ยอมรับ ยังมีโจทย์ท้าทายที่ต้องก้าวข้าม อย่างแรกคือ ความแตกต่างของขนาดโรงเรียน ที่มีทั้ง “โรงเรียนขนาดใหญ่ในเมือง” ที่ผู้ปกครองมีความพร้อมทางเศรษฐกิจและสนับสนุนได้รอบด้าน กับ “โรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนจิ๋วในชนบท” ที่ผู้ปกครองมีข้อจำกัดด้านรายได้และเวลา
ความคุ้นเคยของผู้ปกครองในการวัดผลแบบเดิม ก็เป็นอีกโจทย์ที่ต้องแก้ไข เพราะผู้ปกครองยังคุ้นชินกับการเห็นความก้าวหน้าของนักเรียนด้วยเกรดที่เป็นตัวเลข ทำให้โรงเรียนต้องพยายามอธิบายมากขึ้น ยิ่งบางโรงเรียนเจอสถานการณ์ครูเปลี่ยนบ่อย ต้องจูนความคิดเริ่มต้นกับครูคนใหม่หลายครั้ง ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ไม่ง่าย
แต่ ผอ.ชฎาภรณ์ พบว่า หลักสูตรฐานสมรรถนะ กลับกลายเป็น “เครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำ” ที่มีประสิทธิภาพ เพราะเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นที่ ปริมาณเนื้อหา มาอยู่ที่ ผลลัพธ์การเรียนรู้ปลายทาง
“ที่ผ่านมา เราไปมุ่งเน้นที่เนื้อหา ที่เรียนยังไงก็ไม่หมด แต่หลักสูตรใหม่ มุ่งเน้นที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งเป็นเป้าหมายปลายทาง ทำให้ทุกโรงเรียนไม่จำเป็นว่าจะต้องเดินด้วยเส้นทางเดียว ไปเส้นทางไหนก็ได้ ขอให้ถึงเป้าหมาย”
ผอ.ชฎาภรณ์ ยกตัวอย่าง โรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีครูครบชั้นอาจเลือกสอนตามสาระวิชาโดยใช้สื่อเทคโนโลยีทันสมัยได้โดยตรง ขณะที่โรงเรียนขนาดเล็กสามารถใช้การบูรณาการผ่านโครงงาน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน หรือดึงบริบทชุมชนมาเป็นห้องเรียน เช่น การพาเด็กไปเรียนรู้ในแปลงเกษตร หรืออาศัยความร่วมมือจากพระสงฆ์และปราชญ์ชาวบ้าน ช่องว่างความเหลื่อมล้ำจึงลดลงทันที เพราะเด็กทุกคนสามารถบรรลุสมรรถนะเดียวกันได้ตามความพร้อมของบริบทตนเอง
นอกจากเป้าหมายที่ต้องวางให้ชัด ผอ.ชฎาภรณ์ ย้ำว่า อีกสิ่งที่ต้องไปคู่กันคือ กาวาระบบการทำงานที่เป็นขั้นตอนชัดเจน โดย สพป.อุดรธานี เขต 1 ใช้ CAME เป็นโมเดลในการทำงาน
C (Competency) การปักหมุดความสำคัญของฐานสมรรถนะในการพัฒนาเด็ก, A (AI-assisted) การนำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเป็นผู้ช่วยครูและศึกษานิเทศก์ในการออกแบบแผน สื่อ และการประเมิน, M (Mentor) การสร้างเครือข่ายพี่เลี้ยง โดยจับคู่ศึกษานิเทศก์และผู้บริหารคอยโค้ชครูหน้างานอย่างใกล้ชิด และ E (Evaluation & Equity) การสอดประสานระบบวัดและประเมินผลตามสภาพจริงที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

นอกจากนี้ เขตพื้นที่ยังได้นำระบบ PA (Performance Agreement) หรือข้อตกลงในการพัฒนางาน มาเป็นกลไกขับเคลื่อนร่วมกันของทั้งเขต โดยมองย้อนแบบ Backward Design จากเป้าหมายความสำเร็จของเด็กในห้องเรียนกลับมาสู่แผนการทำงาน ซึ่งความชัดเจนของกลไกนี้ ทำให้แม้แต่โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนอนุบาลเพียง 12 คน ก็สามารถจัดกิจกรรมฐานสมรรถนะได้อย่างโดดเด่น จนได้รับความชื่นชมเมื่อผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม
แต่โมเดลนี้ จะขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องกำกับด้วยระบบการบริหารที่เข้มแข็ง ที่ต้องทำงานได้ แม้มีข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากร ซึ่งสิ่งที่จะเป็นทางออกจากเรื่องนี้ได้คือ วิธีการบริหารแบบมีส่วนร่วม
“ผู้บริหารจะต้องทำยังไงให้เกิดการมีส่วนร่วมในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด ทำงานคนเดียวไม่ได้ ผู้บริหารต้องหางวิธีระดมสรรพกำลังและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งครู ผู้บริหาร กรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน และภาคีเครือข่ายอย่าง สพฐ. และสื่อสาธารณะ เช่น Thai PBS เข้ามาร่วมผลักดัน”

เพราะครูหน้างาน คือคนสำคัญที่สุด ของการเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายนี้ ผอ.ชฎาภรณ์ จึงขอส่งกำลังใจ และสิ่งที่อยากบอกคุณครูทุกคน
“คำแรกที่อยากบอกคุณครูก็คือ ‘ทลายกำแพง เปิดใจ’ หลักสูตรฐานสมรรถนะอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ครูคุ้นเคย ไม่อยากให้ครูคิดว่ามันเป็นสิ่งที่น่ากลัว มันเป็นสิ่งที่ยากลำบาก ถ้าครูเปิดใจ ทลายกำแพงของอคติ หรือสิ่งที่หวาดกลัวอยู่ ก้าวเปลี่ยนผ่านไปเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในการจัดการเรียนรู้”

ผอ.ชฎาภรณ์ ยืนยันว่า ในช่วงการเปลี่ยนแปลงนี้ ครูไม่ได้ถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยว ย้ำว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษา หน่วยงานต้นสังกัด สพฐ. หรือภาคีเครือข่าย พร้อมเคียงข้างไปกับคุณครู พร้อมรับฟังแล้วก็จูงมือไปด้วยกันค่ะ”
บทเรียนจาก สพป.อุดรธานี เขต 1 พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า หลักสูตรฐานสมรรถนะไม่ใช่เรื่องไกลตัว และข้อจำกัดด้านขนาดโรงเรียนไม่ใช่อุปสรรคต่อการพัฒนาเด็ก หากผู้บริหารและคุณครูกล้าที่จะ “ทลายกำแพงและเปิดใจ” มองเห็นเส้นทางที่หลากหลาย และจับมือร่วมกันอย่างเหนียวแน่น ห้องเรียนแห่งความสุขและคุณภาพที่เท่าเทียมย่อมเกิดขึ้นได้จริงในทุกพื้นที่



