

เมื่อระบบการศึกษาไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ท่ามกลางความท้าทายเรื่องความเหลื่อมล้ำ และข้อจำกัดของโรงเรียนในแต่ละพื้นที่ บทบาทของ “สื่อสาธารณะ” จึงไม่อาจหยุดอยู่เพียงแค่การแพร่ภาพรายการผ่านหน้าจอโทรทัศน์ แต่เริ่มเดินก้าวไปไกลกว่าหน้าจอทีวี “More Than TV” เพื่อเปลี่ยนคลังสื่อและองค์ความรู้ให้กลายเป็น “นั่งร้าน” และ “เครื่องมือมีชีวิต” ในการหนุนเสริมครูหน้างานอย่างเป็นรูปธรรม
ชวนรู้จัก ไทยพีบีเอส ในบทบาทผู้ร่วมใน ขบวนการขับเคลื่อนนวัตกรรมการเรียนรู้ร่วมกับครูไทย และเรื่องราวการเดินทางตั้งแต่ช่วงปี 2567 ถึงปัจจุบัน เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ สันติพงษ์ ช้างเผือก ผู้ชำนาญการอาวุโส ศูนย์สื่อสาธารณะเพื่อเด็กและการเรียนรู้ ไทยพีบีเอส

สันติพงษ์ เล่าว่า การทำงานเริ่มต้นขึ้นในปี 2567 ด้วยโจทย์ที่ต้องการนำคลังสื่อของไทยพีบีเอสมาเปิดกว้างให้คุณครูนำไปต่อยอด โดยเน้นความอิสระในการนำไอเดียไปปรับใช้ตามบริบทห้องเรียน
"ปี 67 เราตั้งอยู่บนวิธีคิดแค่ว่า เราเอาสื่อไทยพีบีเอสมา ร่วมกับคุณครูในการออกแบบหน่วยการเรียนรู้ แล้วเราก็ทำหน่วยต่าง ๆ ขึ้นมา หน่วยปฐมวัย หน่วยประถมศึกษา แล้วเรายืนยันว่าหน่วยพวกนี้เป็นหน่วยที่ครูสามารถเอาไปปรับได้ สังเกตไหมว่าตอนแรกมันจะไม่มีทั้งใบงานและประเมินเลย เพราะเราคิดว่าครูเอาสิ่งที่เป็นไอเดียแล้วก็ไปใช้”
เมื่อนำหน่วยการเรียนรู้ไปทดลองสอนจริง พบว่าเด็กๆ ทำกิจกรรมได้อย่างตื่นตัวและสนุกสนาน แต่ก็พบปัญหาหน้างานว่า ครูไม่สามารถนำบทเรียนไปเชื่อมโยงกับการรายงานผลสัมฤทธิ์ของโรงเรียนได้ เนื่องจากขาดเกณฑ์และเครื่องมือวัดสมรรถนะที่ชัดเจน เสียงสะท้อนนี้ทำให้ทีมทำงาน ประกอบด้วยครู ภาคีเครือข่ายการศึกษา และไทยพีบีเอส ตระหนักว่า “แค่ไอเดียยังไม่เพียงพอ”

เข้าสู่ปี 2568 เมื่อกระทรวงศึกษาธิการเริ่มมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับทิศทางร่างหลักสูตรใหม่ ทีมจึงนำกรอบคิดของหลักสูตรใหม่ทั้งระดับปฐมวัยและประถมศึกษามาเป็นแกนในการจัดทำโครงสร้างบทเรียน โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงเนื้อหากับปรากฏการณ์จริงรอบตัว แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น และครอบครัว
“พอ 68 หลักสูตรใหม่ประกาศ เราก็เริ่มเข้าไปศึกษาว่าหลักสูตรนี้เป็นยังไง ทั้งปฐมวัยและประถมต้น เราก็พยายามที่จะออกแบบหน่วยตามหลักคิด เช่น หน่วยไดโนเสาร์ ในเมื่อหลักสูตรต้องการให้มีการเชื่อมระหว่างหน่วยกับผู้ปกครอง เราก็เลยเชื่อมหน่วย เชื่อมผู้ปกครอง แล้วก็เชื่อมแหล่งเรียนรู้อื่นไปเลย กลายเป็นการไปทำงานกับอุทยานแห่งชาติภูเวียง พิพิธภัณฑ์ภูเวียง หรือพิพิธภัณฑ์สิรินธร”

การทดลองสอนในพื้นที่ 4 ภูมิภาค เช่น ขอนแก่น พิษณุโลก กาฬสินธุ์ และอุดรธานี ทำให้พบความหลากหลายของบริบทโรงเรียน ทั้งโรงเรียนเอกชน โรงเรียนสังกัด สพฐ. และโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรม ความแตกต่างของโครงสร้างการบริหารและการประเมินผลในแต่ละพื้นที่ จึงกลายเป็นโจทย์ท้าทายที่ต้องออกแบบเครื่องมือให้รองรับทั้งเกณฑ์หลักสูตรใหม่และหลักสูตรแกนกลางเดิม
สันติพงษ์ ย้ำว่า กระบวนการออกแบบหน่วยการเรียนรู้ ต้องคำนึงถึงช่วงวัย และ ไม่เพิ่มภาระเอกสารให้แก่ครูผู้สอน โดยระดับปฐมวัย มุ่งเน้นการแปลงสาระที่ซับซ้อน ให้เป็นกิจกรรมสืบเสาะที่เด็กเล็กสามารถจับต้องได้ ควบคู่กับการกำหนดเป้าหมายการประเมินที่ชัดเจน
“งานปฐมวัย เราไปถึงขั้นเอาตัวแบบจากต่างประเทศมาดูว่า อะไรที่เป็นโจทย์ Competency จากต่างประเทศบ้าง เราก็เลยมาดูว่ามันอาจจะต้องมีโฟกัสชัดๆ ว่าจะประเมินอะไร ให้ไม่เป็นภาระครู มันก็เลยกลายเป็น Focal Competency ดูจากความเป็นไปได้ในการทำให้ครูเปลี่ยนผ่าน”
ส่วนระดับประถมศึกษา มีความซับซ้อนเชิงโครงสร้างมากกว่า เนื่องจากต้องบูรณาการระหว่างทักษะพื้นฐาน (การอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ) ควบคู่กับสมรรถนะเฉพาะด้าน เช่น วิทยาศาสตร์และพลเมือง นอกจากนี้ เวลาที่ใช้จริงในห้องเรียนมักเกินกว่าแผนที่กำหนดไว้ เช่น จากเดิมวางไว้ 2 คาบหรือ 100 นาที กลายเป็นต้องใช้เวลามากกว่า 2 ชั่วโมง จึงต้องปรับเนื้อหาให้มีความกระชับและยืดหยุ่นต่อตารางสอนจริง
เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2569 แนวทางการทำงานได้ปรับเปลี่ยนจากการเพิ่มปริมาณหน่วยใหม่ มาเป็นการยกระดับคุณภาพของหน่วยการเรียนรู้เดิมที่มีศักยภาพสูงอย่างเป็นระบบ
“พอเริ่มปี 69 จุดที่มันเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่งคือ เราต้องไม่ใช่เรื่องการทำหน่วยใหม่ละ มันจะต้องเอาหน่วยเดิมทั้งหมดที่มีศักยภาพ มาปรับให้เข้ากับหลักคิด แล้วก็ให้เข้ากับการประเมินของหลักสูตรใหม่เลย หน่วยแต่ละหน่วยที่เอามาใช้ จะปรับไม่ต่ำกว่า 2 เวอร์ชัน บางทีมี 2.5, 3, 3.5 เพื่อทำให้มันฟิต ในฐานะที่ขยายผลโดยที่ไม่ต้องเป็นภาระครู”
สันติพงษ์ เผยเคล็ดลับว่า การพัฒนาในระยะนี้ได้นำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์และประมวลผลข้อเสนอแนะในการปรับปรุงหน่วยการเรียนรู้ ควบคู่ไปกับการจัดทำสื่อสรุปรูปแบบ Infographic ที่ช่วยให้ครูทำความเข้าใจขั้นตอนการจัดกิจกรรมและการประเมินได้ทันที

สันติพงษ์สะท้อนว่า การทำงานนี้ คือการต่อยอดคุณค่าของสื่อสาธารณะที่มากกว่าการเผยแพร่ทางโทรทัศน์ โดยอาศัย 3 ต้นทุนสำคัญ
อย่างแรก คือ ความเป็น “ข่าว” (News) ทำให้สามารถนำสถานการณ์ปัจจุบัน ปัญหาสิ่งแวดล้อม และประเด็นร่วมสมัย เช่น ปัญหาฝุ่น PM2.5 การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ หรือการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ มาตั้งเป็นคำถามหลักในการสืบเสาะ ทำให้บทเรียนมีความเคลื่อนไหว และเชื่อมโยงกับโลกจริงมากขึ้น
ต่อมา คือ ข้อมูลและความรู้ (Academic) โดยอาศัยการเป็นองค์กรสื่อสารมวลชน ที่จะต้องมีการเชื่อมโยงข้อมูลเชิงลึกและสัมภาษณ์นักวิจัย นักธรณีวิทยา หรือหน่วยงานภาครัฐเฉพาะทางอยู่แล้ว และข้อมูลเหล่านี้ ก็ถูกส่งตรงไปถึงมือครู โดยครูไม่ต้องเสียเวลาสืบค้นเอง
สุดท้าย การสร้างสรรค์เนื้อหา (Creative) ที่เชื่อมโยงกับการใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI Tools) เช่น การนำฟุตเทจสารคดี สตอรี่ ตัวละคร มาแปรรูปเป็นกิจกรรมที่เหมาะสมตามพัฒนาการของผู้เรียน โดยใช้เครื่องมือ AI เป็นตัวช่วย
“พูดถึงสื่อสาธารณะ คนอาจจะคิดว่าแค่ทำทีวี แต่ตัวเนื้องานหน่วยการเรียนรู้ มันวางอยู่บน 3 สิ่งนี้ หนึ่งคือเราใช้งานข่าว สองคืองานวิชาการ และสามคืองานครีเอทีฟ เราเอา 3 งานด้านนี้มาทำงานร่วมกับคุณครู โดยโจทย์คือทำยังไงที่จะไม่เป็นภาระครู ทำยังไงที่จะแก้ปัญหาครูที่อยู่โรงเรียนขนาดเล็กและมีภาระ”

สันติพงษ์ บอกว่า วันนี้การพัฒนาหน่วยการเรียนรู้ ได้ขยายขอบเขตจากเดิม ที่เป็นการทำงานระหว่างสื่อคือไทยพีบีเอส กับครู ยกระดับไปสู่การประสานพลังร่วมกับระบบนิเวศทางการศึกษาอย่างครบวงจร
ตั้งแต่ สถาบันผลิตครูและมหาวิทยาลัยในภูมิภาค เช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม และมหาวิทยาลัยนเรศวร โดยคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยเหล่านี้ ได้ร่วมเป็นพี่เลี้ยงและตรวจทานความถูกต้องทางวิชาการ ในหน่วยการเรียนรู้ที่ทุกคนช่วยกันพัฒนาขึ้นมา
และที่ขาดไม่ได้ ทีมศึกษานิเทศก์และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ที่ได้ร่วมจัดกระบวนการ PLC นำหน่วยการเรียนรู้ไปใช้เป็นต้นแบบในการฝึกอบรม และหนุนเสริมครูในพื้นที่จริง
สุดท้ายคือ การขับเคลื่อนเชิงนโยบาย การสะท้อนข้อมูลจากห้องเรียน สู่กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการปรับใช้หลักสูตร ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ข้อมูลประชากรเด็กร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อวางแผนสนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลาง

“เป้าภารกิจของอันนี้ต้องกลับไปที่ว่า เราในฐานะสื่อสาธารณะที่ใช้เงินภาษี เราต้องการจะมีส่วนในการแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ และการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ครูที่สัมพันธ์กับพวกเราจะรู้สึกว่า ทำงานกับไทยพีบีเอสเห็นจริง ๆ ว่าเราทำงานเพื่อตอบสนองต่อประโยชน์สาธารณะจริง ๆ”
หน่วยการเรียนรู้ฐานสมรรถนะของไทยพีบีเอสจึงเป็นหมุดหมายที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อสื่อสาธารณะนำต้นทุนทางความรู้และเทคโนโลยีมาผสานเข้ากับประสบการณ์ของครูหน้างาน ห้องเรียนทั่วไป ไม่ว่าจะขนาดไหน หรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกล ก็สามารถเปลี่ยนผ่านสู่ห้องเรียนฐานสมรรถนะ และเปิดโอกาสการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมให้แก่เด็กทุกคนได้จริง
** ชมคลิปห้องเรียนสาธิต พร้อมดาวน์โหลดเอกสารหน่วยการเรียนรู้ ฟรี ที่ Link นี้ **



