ALTV All Around
ALTV News
บทความอื่นจาก Thai PBS
ALTV All Around
ALTV News
บทความ Thai PBS
โรงเรียนเล็กในหุบเขา ที่เปลี่ยน “ภัย” ให้ปลอดภัย เรื่องเล่าจากผาเดื่อ
แชร์
ฟัง
ชอบ
โรงเรียนเล็กในหุบเขา ที่เปลี่ยน “ภัย” ให้ปลอดภัย เรื่องเล่าจากผาเดื่อ
28 ส.ค. 68 • 14.20 น. | 49 Views
ขนาดอักษร : กลาง
ALTV CI

โรงเรียนเล็กในหุบเขา ที่เปลี่ยน “ภัย” ให้ปลอดภัย เรื่องเล่าจากผาเดื่อ

“ครูคะถ้าน้ำมาเราจะหนียังไง ? 

ครูครับโต๊ะสั่นอีกแล้วครับ คุณครูหนูกลัว

เสียงของเด็กๆ ที่ถามด้วยความหวาดกลัว

สะท้อนคำถามในใจครู…

 

ถ้าโรงเรียนไม่ปลอดภัย เด็กจะอยากมาเรียนทำไม ?

แล้วแบบนี้...โรงเรียนจะสอนหนังสือกันยังไง?

คำตอบอยู่ที่โรงเรียนเล็กๆ บนดอยสูง

โรงเรียนบ้านผาเดื่อ” เป็นโรงเรียนขนาดจิ๋ว อยู่รอยต่อตะเข็บชายแดนพม่า อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติบนพื้นที่สูง เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาล 2 จนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เด็กนักเรียนทุกคนล้วนเป็นชาติพันธุ์อิ้วเมี่ยน หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ “เย้า” กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีวัฒนธรรมและภาษาของตนเอง ครอบครัวส่วนใหญ่มีฐานะยากจน รายได้หลักมาจากการเกษตรที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติ ทั้งการปลูกข้าวโพด ทำไร่หมุนเวียน ปลูกพืชผักพื้นบ้าน และบางครอบครัวยังเลี้ยงหมูหรือไก่ไว้เพื่อใช้ในครัวเรือนหรือขายในชุมชน ผู้ปกครองบางคนยังรับจ้างทั่วไป เช่น ตัดหญ้า เก็บผลผลิตในไร่ หรือช่วยงานตามฤดูกาลในหมู่บ้านใกล้เคียง 

 

เมื่อพูดถึงคำว่า “ภัยพิบัติ” หลายคนอาจจะนึกถึงข่าวน้ำท่วมใหญ่ พายุเข้า หรือไฟป่าที่เห็นตามทีวี แต่ที่เชียงราย โดยเฉพาะโรงเรียนบ้านผาเดื่อ ภัยพิบัติไม่ได้เป็นแค่เรื่องผ่านตามหน้าจอ แต่เป็น “เรื่องใกล้ตัว” ที่เด็กๆ และครูในโรงเรียนต้องเผชิญแทบทุกปี เริ่มตั้งแต่ต้นปีที่แล้งจัด พายุฤดูร้อนพัดกระหน่ำ พอกลางปีฝนตกหนักจนน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ยังไม่รวมฝุ่นควัน PM 2.5 ที่กลายเป็นเพื่อนบ้านถาวรช่วงหน้าแล้ง

 

“โรงเรียนไม่ปลอดภัย เด็กจะอยากมาเรียนทำไม”

นี่คือคำถามที่ครูอ้อย (เมธิญา ยะขาว) ครูปฐมวัยของโรงเรียนบ้านผาเดื่อ ที่ถามตัวเอง ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเป็นครู คำถามธรรมดาแต่สะท้อนถึงหัวใจ เพราะย้อนกลับไปวันแรกที่ครูอ้อยมาสอนที่นี่ ครูอ้อยสังเกตว่า เด็กอนุบาลหลายคนที่ครูดูแล มีอาการผื่นและตุ่มขึ้นตามตัว ทั้งที่เด็กๆ อยู่แต่ในห้อง น้ำดื่มก็ใช้ประปาภูเขา บางคนดื่มเข้าไปจนไตมีปัญหา ผู้ปกครองก็ป่วยเป็นโรคไต ทั้งที่ยังอายุไม่มาก ทั้งหมดคือ “ความไม่ปลอดภัย” ที่ฝังรากลึกในสิ่งแวดล้อมรอบตัว คำถามธรรมดาแต่คำถามนี้แหละที่เปลี่ยนโรงเรียนเล็ก ๆ แห่งนี้ให้กลายเป็น “โรงเรียนต้นแบบด้านการจัดการภัยพิบัติ”

 

จากคำถาม...สู่แรงบันดาลใจ ลุกขึ้นเปลี่ยนแปลง

 

“เปลี่ยนภัย ให้ปลอดภัย” ด้วยแนวคิด Safe School Concept

แนวคิด “โรงเรียนปลอดภัย” (Safe School Concept) ที่โรงเรียนบ้านผาเดื่อนำมาใช้ ไม่ใช่แค่ทฤษฎีบนกระดาษ แต่เป็นแนวทางปฏิบัติจริง แบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก ๆ

 

1.สภาพแวดล้อมปลอดภัย (Safe Facility) 

ด้วยโรงเรียนอยู่บนเนินเขาชัน มีโค้งหักศอก ทางขึ้นลื่นและแคบ จุดเสี่ยงพวกนี้ถูกประเมินและวางแผนรับมืออย่างเป็นระบบ มีการประเมินความเสี่ยงและทำ “แผนที่จุดเสี่ยงภัย ซึ่งเป็นแผนที่ของโรงเรียนที่ระบุจุดต่าง ๆ ภายในโรงเรียนหรือรอบโรงเรียนที่อาจเกิดอุบัติเหตุหรือภัยพิบัติได้ เช่นทางเดินที่ลื่น, ทางโค้งอันตราย, จุดเสี่ยงไฟฟ้าช็อต, จุดเสี่ยงน้ำท่วม, พื้นที่ที่สัตว์มีพิษชุกชุม, จุดที่มีแนวต้นไผ่ หรือรากไม้ที่อาจโค่นล้ม, ทางขึ้นที่ลาดชัน (อาจเกิดอุบัติเหตุตกลำห้วย) มีจุดรวมพล 2 จุด หากเกิดเหตุฉุกเฉิน คือ สนามวอลเลย์บอล และสนามฟุตบอล

 

ทำไมต้องมีแผนที่จุดเสี่ยงภัย? เพื่อช่วยให้ทุกคนในโรงเรียน “รู้ว่าอะไรคือความเสี่ยง” เด็กๆ รู้ว่าควรหลีกเลี่ยงหรือระวังจุดไหน คุณครูรู้ว่าจะต้องจัดการหรือปรับปรุง จุดไหนให้ปลอดภัยขึ้น หากเกิดภัยพิบัติ เช่น ดินถล่ม หรือไฟไหม้ จะรู้ว่าควรหนีไปทางไหน

 

แล้วโรงเรียนทำแผนที่นี้อย่างไร? มีการเดินสำรวจร่วมกันทั้งครูและนักเรียน ใช้คำถามง่ายๆ เช่น “เดินไปโรงเรียนวันนี้ เจออะไรที่น่ากลัวไหม?” สำรวจจุดต่างๆ เช่น ทางเดิน ลานเล่น ห้องน้ำ โรงอาหาร ฯลฯ มีการบันทึกลงแผนที่ ทั้งใช้แผนผังโรงเรียนจริง วาดหรือทำสัญลักษณ์ง่ายๆ ลงไป

 

ประโยชน์ของแผนที่จุดเสี่ยงภัยในโรงเรียน เป็นสื่อการสอนภัยพิบัติ แบบลงมือทำจริง ฝึกให้เด็ก ๆ รู้จักคิดวิเคราะห์ รู้จักสังเกต เพิ่มความรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่ และความปลอดภัย สื่อสารให้ผู้ปกครองและชุมชนเห็นความสำคัญของการป้องกันภัย

 

2.     การจัดการภัยพิบัติในโรงเรียน (School Disaster Management)

โรงเรียนร่วมมือกับภาคี เพราะ “การทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย” คือหัวใจสำคัญของการจัดการภัยพิบัติในโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล หน่วยงานแรกที่ร่วมมือคือ องค์การบริหารส่วนตำบล เป็นหน่วยงานปกครองท้องถิ่นที่ใกล้ชิดชุมชนและโรงเรียนมากที่สุด โดยมีการจัดกิจกรรมอบรมภัยพิบัติ ให้ครู นักเรียน มีการช่วยสนับสนุน งบประมาณฉุกเฉิน เช่น ซ่อมทางเข้าหรือระบบน้ำเมื่อได้รับความเสียหายจากน้ำป่า ดินถล่ม ฯลฯ และเป็นหน่วยงานหลักในการประสานการอพยพคนในพื้นที่หากเกิดภัยใหญ่ 

 

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะสุข เป็นหน่วยงานหลักด้านการจัดการภัยพิบัติระดับประเทศและระดับจังหวัด สามารถให้การสนับสนุน ความรู้และอุปกรณ์การฝึกซ้อมอพยพภัยพิบัติ ส่งเจ้าหน้าที่จัดฝึกอบรม และฝึกซ้อมจำลองเหตุการณ์จริง เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม

 

และหน่วยงานสุดท้ายคือ กระทรวงสาธารณสุข ดูแลด้านสุขภาพของนักเรียน ครู และชุมชนรอบโรงเรียน ตรวจสุขภาพเด็ก หลังได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 หรือสารเคมีในน้ำ ร่วมลงพื้นที่ให้ความรู้เรื่อง สุขาภิบาล น้ำดื่มสะอาด และโรคที่มากับน้ำ มีการส่งเจ้าหน้าที่มาดูแลด้านสุขภาพจิตหลังภัยพิบัติ สนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น หน้ากากอนามัย ยาสามัญประจำบ้าน

 

3.     การเรียนการสอนเรื่องภัยพิบัติ (Disaster Risk Reduction Education) เมื่อปัญหาเป็น “โอกาส” ห้องเรียนจึงกลายเป็นเวทีทดลอง  

วิชา “เอาตัวรอด” กลายเป็นวิชาหลัก เด็ก ๆ เรียนรู้ว่า ถ้าน้ำมา ต้องหนีทางไหน ถ้าไฟป่ามา ต้องทำยังไง ให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภัยพิบัติที่พบบ่อยในพื้นที่ เช่น ไฟป่า น้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม แผ่นดินไหว ผลกระทบต่อชีวิต สิ่งแวดล้อม และสังคม มีการพาเด็กๆ สำรวจโรงเรียนและบ้าน รู้ว่าตรงไหนอันตราย ตรงไหนควรระวัง

 

สอนวิธีการเอาตัวรอดและรับมือกับภัย วิธีใช้ของในบ้านเอาตัวรอด เช่น ถังน้ำกันควันไฟ ฝึกซ้อมอพยพ จำลองสถานการณ์ เช่น ไฟไหม้ แผ่นดินไหว น้ำหลาก เน้นการสื่อสารที่ช่วยเหลือชุมชน รู้วิธีขอความช่วยเหลืออย่างปลอดภัย การให้ข้อมูลที่ถูกต้อง (ไม่ตื่นตระหนก / ไม่แชร์ข่าวลวง) เด็กมีบทบาทในการเตือนภัยคนในบ้านและชุมชน

 

ทั้งหมดนี้ครูก็ต้องเรียนรู้ไปพร้อมกับเด็ก มีการอบรมอัปเดตสถานการณ์ภัยพิบัติอยู่เสมอ และทุกพื้นที่ในโรงเรียนถูกออกแบบให้เป็น “แหล่งเรียนรู้ การเรียนการสอนเรื่องภัยพิบัติ ในโรงเรียนไม่ใช่แค่การบอกให้เด็ก “ระวัง” แต่คือการให้ความรู้แบบลงมือทำจริง เพื่อให้เด็ก “เข้าใจ” และ “รับมือ” ได้อย่างมีสติ ไม่ตื่นตระหนกเมื่อภัยเกิดขึ้นจริง จนได้ชื่อว่า “โรงเรียนต้นแบบจัดการเรื่องภัยพิบัติ” ที่ครูทั่วประเทศอยากมาเรียนรู้ โรงเรียนที่สอนมากกว่าวิชาในห้องเรียน โรงเรียนที่กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับเด็ก ๆ ทั้งร่างกาย จิตใจ และความรู้เท่าทันภัยพิบัติรอบตัว โรงเรียนนี้ไม่ได้มีแต่หนังสือแบบเรียนแต่สอนให้เด็ก “อยู่รอดได้ในโลกที่ไม่แน่นอน”

 

ถ้าโรงเรียนคือบ้านหลังที่สองความปลอดภัยก็คือรากฐานสำคัญของการเรียนรู้

เพราะ “โรงเรียนปลอดภัย” ไม่ได้สร้างได้เพียงลำพัง แต่ต้องมี ครูที่เข้าใจ เด็กที่รู้เท่าทัน ชุมชนที่เข้มแข็ง และหน่วยงานที่พร้อมสนับสนุน

และทั้งหมดนี้มีรูปธรรรมให้เห็นแล้ว ที่...โรงเรียนบ้านผาเดื่อ โรงเรียนต้นแบบที่เปลี่ยน (ภัย) ให้ปลอดภัย

ผู้เขียนบทความ
avatar
กองบรรณาธิการ ALTV
ALTV CI
ข่าว ALTV
ข่าว ALTV
ALTV News
ผู้เขียนบทความ
avatar
กองบรรณาธิการ ALTV
แชร์
ฟัง
ชอบ
ติดตามเรา